วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เผด็จเรื่องนางวิสาขา




๘. เรื่องนางวิสาขา [๔๐]

[ข้อความเบื้องต้น]

 พระศาสดาเมื่อทรงเข้าไปอาศัยกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ในบุพพาราม ทรงปรารภอุบาสิกาชื่อวิสาขา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่ายถาปิ ปุปฺผราสิมฺมา เป็นต้น.

[พระศาสดาเสด็จไปโปรดสัตว์]

 ดังได้สดับมา นางวิสาขาอุบาสิกานั้น เกิดในท้องนางสุมนาเทวี ภริยาหลวงของธนญชัยเศรษฐี ผู้เป็นบุตรเมณฑกเศรษฐีในภัททิยนคร แคว้นอังคุ. ในเวลาที่นางมีอายุ ๗ ขวบ พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติ ของสัตว์ผู้มีเผ่าพันธุ์ที่พึงแนะนำเพื่อความตรัสรู้มีเสลพราหมณ์เป็นต้น มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวารเสด็จจาริกไปถึงนครนั้น.

[ผู้มีบุญทั้ง ๕ ในภัททิยนคร]

 ก็ในสมัยนั้น เมณฑกคฤหบดี เป็นหัวหน้าของผู้มีบุญมาก ๕ คนครองตำแหน่งเศรษฐีอยู่ในเมืองนั้น. ชื่อว่าคนที่มีบุญมาก ๕ คนคือเมณฑกเศรษฐี ๑ ภริยาหลวงของเศรษฐีนั้น นามว่าจันทปทุมา ๑บุตรชายคนโตของเศรษฐีนั้นเอง ชื่อธนญชัย ๑ ภริยาของธนญชัยนั้นชื่อว่าสุมนาเทวี ๑ คนใช้ของเมณฑกเศรษฐี ชื่อปุณณะ ๑.

[คนมั่งมีในแคว้นของพระเจ้าพิมพิสาร ๕ คน]

 ใช่จะมีแต่เมณฑกเศรษฐีแต่ผู้เดียวเท่านั้นก็หาไม่, ก็ในแคว้นของพระเจ้าพิมพิสาร ก็ได้มีคนผู้มีโภคะนับไม่ถ้วน ๕ คน คือ โชติยะ ๑ ชฏิละ ๑ เมณฑกะ ๑ ปุณณกะ ๑ กากวัลลิยะ ๑.

[เมณฑกเศรษฐีให้นางวิสาขาไปรับพระศาสดา]

 ในท่านเหล่านั้น เมณฑกเศรษฐีนี้ ได้ทราบความที่พระทศพลเสด็จถึงนครของตน จึงให้เรียกเด็กหญิงวิสาขาลูกสาวธนญชัยเศรษฐีผู้บุตรมา บอกว่า แม่หนู เป็นมงคล ทั้งแก่เจ้า, ทั้งแก่เรา, แม่หนูกับพวกเด็กหญิงบริวารของเจ้า ๕๐๐ จงขึ้นรถ ๕๐๐ คัน แวดล้อมด้วยทาสี ๕๐๐ คน (ไป) ทำการต้อนรับพระทศพล. นางรับว่าดีละแล้วได้ทำอย่างนั้น. แต่เพราะความที่นางเป็นเด็กฉลาดในเหตุอันควรและไม่ควร นางจึงไปด้วยยาน เท่าที่ยาน (ไปได้) ลงจากยานแล้ว ก็เดินดิ่งไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนณ ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้งนั้น  พระศาสดาทรงแสดงธรรม ด้วยสามารถแห่งบุรพจรรยาของนาง.

[นางได้โสดาปัตติผลแต่อายุ ๗ ขวบ]

 ในเวลาจบเทศนา นางพร้อมด้วยเด็กหญิง ๕๐๐ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. ฝ่ายเมณฑกเศรษฐีแล เข้าเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมกถา ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงนิมนต์เพื่อเสวยอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียะโภชนียะอันประณีตที่เรือนของตน ได้ถวายมหาทานโดยอุบายนี้แลตลอดกึ่งเดือน. พระศาสดาประทับอยู่ในภัททิยนคร ตามความพอพระหฤทัยแล้ว ก็เสด็จหลีกไป.

[พระเจ้าปเสนทิโกศลอยากได้ผู้มีบุญ]

ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าปเสนทิโกศลต่างก็เป็นพระภัสดาของพระภคินีกันและกัน. ต่อมาวันหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงดำริว่า คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมากทั้ง ๕ ย่อมอยู่ในแคว้นพระเจ้าพิมพิสาร, ในแคว้นของเรา ผู้เช่นนั้น แม้เพียงคนเดียวก็ไม่มี, อย่ากระนั้นเลย เราพึงไปสู่นักของพระเจ้าพิมพิสารขอผู้มีบุญมากสักคนหนึ่ง. พระองค์เสด็จไปในพระนครนั้นแล้ว อันพระราชทรงทำปฏิสัน-ถารทูลถามว่า พระองค์เสด็จมา เพราะเหตุไร ? จึงตรัสว่าหม่อมฉันมา ด้วยประสงค์ว่า คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมากตั้ง ๕ คน อยู่ในแคว้นของพระองค์, หม่อมฉันจักพาเอาคนหนึ่งจาก๕ คนนั้นไป, ขอพระองค์จงประทานคนหนึ่งใน ๕ คนนั้น แก่หม่อมฉันเถิด. พิมพิสาร. หม่อมฉันไม่อาจจะให้ตระกูลใหญ่ ๆ ย้ายได้. ปเสนทิโกศล. หม่อมฉันไม่ได้ ก็จักไม่ไป.

[มอบธนญชัยเศรษฐีให้พระเจ้าโกศล]

 พระราชา (พระเจ้าพิมพิสาร) ทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์แล้วตรัสว่า ชื่อว่าการย้ายตระกูลใหญ่ ๆ มีโชติยสกุลเป็นต้น เช่นกับแผ่นดินไหว, บุตรของเมณฑกมหาเศรษฐี ชื่อธนญชัยเศรษฐีมีอยู่, หม่อมฉันปรึกษากับเธอเสร็จแล้ว จักถวายคำตอบแก่พระองค์ ดังนี้แล้ว รับสั่งให้เรียกธนญชัยเศรษฐีมาแล้วตรัสว่า พ่อ พระเจ้า โกศลตรัสว่า จักพาเอาเศรษฐีมาทรัพย์คนหนึ่งไป, เธอจงไปกับ พระองค์เถิด.

ธนญชัย. เมื่อพระองค์ส่งไป, ข้าพระองค์ก็จักไป พระเจ้าข้า. พิมพิสาร. ถ้าเช่นนั้น เธอจงทำการตระเตรียมไปเถิด พ่อ.

 เศรษฐีนั้น ได้ทำกิจจำเป็นที่ควรทำของตนแล้ว. ฝ่ายพระราชาทรงทำสักการะใหญ่แก่เขาแล้ว ทรงส่งพระเจ้าปเสนทิโกศลไปด้วยพระดำรัสว่า ขอพระองค์จงพาเศรษฐีนี้ไปเถิด. ท้าวเธอพาธนญชัยเศรษฐีนั้น เสด็จไปโดยการประทับแรมราตรีหนึ่งในที่ทั้งปวงบรรลุถึงสถานอันผาสุกแห่งหนึ่งแล้ว ก็ทรงหยุดพัก.

[การสร้างเมืองสาเกต]

 ครั้งนั้น  ธนญชัยเศรษฐี ทูลถามท้าวเธอว่า ที่นี้เป็นแคว้นของใคร ? ปเสนทิโกศล. ของเรา เศรษฐี.

ธนญชัย. เมื่อสาวัตถี แต่นี้ไป ไกลเท่าไร ? ปเสนทิโกศล. ในที่สุด ๗ โยชน์.

ธนญชัย. ภายในพระนครคับแคบ, ชนบริวารของข้าพระองค์มาก, ถ้าพระองค์ทรงโปรดไซร้, ข้าพระองค์พึงอยู่ที่นี้แหละ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับว่า ดีละ ดังนี้แล้ว ให้สร้างเมืองในที่นั้นได้พระราชทานแก่เศรษฐีนั้นแล้วเสด็จไป. เมืองได้นามว่า สาเกตเพราะความที่แห่งสถานที่อยู่ ในประเทศนั้น อันเศรษฐีจับจองแล้ว ในเวลาเย็น. แม้ในกรุงสาวัตถีแล บุตรของมิคารเศรษฐี ชื่อว่าปุณณวัฒนากุมาร เจริญวัยได้มีแล้ว. ครั้งนั้น  มาดาบิดากล่าวกะเขาว่าพ่อ เจ้าจงเลือกเด็กหญิงคนหนึ่งในที่เป็นที่ชอบใจของเจ้า.

ปุณณ. กิจด้วยภริยาเห็นปานนั้น ของผมไม่มีง มารดาบิดา. เจ้าอย่าทำอย่างนี้ ลูก, ธรรมดาตระกูลที่ไม่มีบุตรตั้งอยู่ไม่ได้.

[ลักษณะเบญจกัลยาณี]

 เขาถูกมารดาบิดาพูดรบเร้าอยู่ จึงกล่าวว่า ถ้ากระนั้น ผมเมื่อได้หญิงสาวประกอบพร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง ก็จักทำตามคำของคุณพ่อคุณแม่.

มารดาบิดา. ก็ชื่อว่าความงาม ๕ อย่างนั้น อะไรเล่า ? พ่อปุณณ. คือ ผมงาม, เนื้องาม, กระดูกงาม, ผิวงาม, วัยงาม. ก็ผมของหญิงผู้มีบุญมาก เป็นเช่นกับกำหางนกยุง แก้ปล่อยระชายผ้านุ่งแล้ว ก็กลับมีปลายงอนขึ้นตั้งอยู่. นี้ ชื่อว่าผมงาม. ริมฝีปากเช่นกับผลตำลึง (สุก) ถึงพร้อมด้วยสีเรียบชิดสนิทดี, นี้ ชื่อว่าเนื้องาม, ฟันขาวเรียบไม่ห่างกัน งดงามดุจระเบียบแห่งเพชร ที่ขายกขึ้นตั้งไว้และดุจระเบียบแห่งสังข์ที่เขาขัดสีแล้ว, นี้ ชื่อว่ากระดูกงาม, ผิวพรรณของหญิงดำไม่ลุกไล้ด้วยเครื่อง๑ประเทืองผิวเป็นต้นเลย ก็ดำสนิทประหนึ่งพวงอุบลเขียว, ของหญิงขาว ประหนึ่งพวงดอกกรรณิกา, นี้ ชื่อว่าผิวงาม. ก็แลหญิงแม้คลอดแล้วตั้ง ๑๐ ครั้ง ก็เหมือนคลอด ครั้งเดียว ยังสาวพริ้งอยู่เทียว, นี้ชื่อว่า วัยงาม ดังนี้แล.

[เศรษฐีส่งพราหมณ์ไปแสวงหาหญิงเบญจกัลยาณี]

 ครั้งนั้น  มารดาบิดาของนางปุณณวัฒนกุมารนั้น เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาให้บริโภคแล้ว ถามว่า ชื่อว่าหญิงที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี มีอยู่หรือ ? พราหมณ์เหล่านั้น ตอบว่า จ้ะ มีอยู่. เศรษฐีกล่าวว่า ถ้ากระนั้น ชน (คือพราหมณ์) ๘ คนจงไปแสวงหาเด็กหญิงเห็นปานนี้ ดังนี้แล้ว ให้ทรัพย์เป็นอันมาก สั่งว่า ก็ในเวลาที่พวกท่านกลับ ข้าพเจ้าทั้งหลายจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่พวกท่าน, ท่านทั้งหลายไปเถิด, แสวงหาเด็กหญิงแม้เห็นปานนั้น, และในเวลาที่พบแล้ว พึงประดับพวงมาลัยทองคำนี้ ดังนี้แล้วให้มาลัยทองคำ อันมีราคาแสนหนึ่ง ส่งไปแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้น ไปยังนครใหญ่ ๆ แสวงหาอยู่ ไม่พบเด็กหญิงที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี กลับมาถึงเมืองสาเกตโดยลำดับในวันมีงานนักขัตฤกษ์เปิด จึงคิดกันว่า การงานของพวกเราคงสำเร็จในวันนี้.

[งานประจำปีของนครสาเกต]

 ก็ในนครนั้น ชื่อว่างานนักขัตฤกษ์เปิดย่อมมีประจำปี. ในกาลนั้น แม้ตระกูลที่ไม่ออกภายนอก ก็ออกจากเรือนกับบริวาร มีร่างกายมิได้ปกปิด ไปสู่ฝั่งแม่น้ำด้วยเท้าเทียว. ในวันนั้นถึงบุตรทั้ง หลายของขัตติมหาศาลเป็นต้น ก็ยืนแอบหนทางนั้น ๆ ด้วยตั้งใจว่าพวกเรา พบเด็กหญิงมีตระกูลที่พึงใจ มีชาติเสมอด้วยตนแล้วจักคล้องด้วยพวงมาลัย.

[พราหมณ์พบนางวิสาขา]

 พราหมณ์แม้เหล่านั้น เข้าไปยังศาลาแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำแล้วได้ยืนอยู่. ขณะนั้น นางวิสาขา มีอายุย่างเข้า ๑๕-๑๖ ปี ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์ครบทุกอย่าง อันเหล่ากุมารี ๕๐๐ คนแวดล้อมแล้ว คิดว่า เราจักไปยังแม่น้ำแล้วอาบน้ำ ถึงประเทศนั้นแล้ว. ครั้งนั้นแล เมฆตั้งขึ้นแล้ว ก็ยังฝนให้ตก. เด็กหญิง ๕๐๐รีบเดินเข้าไปสู่ศาลา. พวกพราหมณ์พิจารณาอยู่ ก็ไม่เห็นเด็กหญิงเหล่านั้นแม้สักคนเดียว ที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี. นางวิสาขาเข้าไปยังศาลา ด้วยการเดินตามปกตินั่นเอง. ผ้าและอาภรณ์เปียกโชก. พวกพราหมณ์เห็นความงาม ๔ อย่างของนางแล้ว ประสงค์จะเห็นฟัน จึงกล่าวกะกันและกันว่า ธิดาของพวกเรา เป็นหญิงเฉื่อยชา, สามีของหญิงคนนี้ เห็นทีจักไม่ได้ แม้เพียงข้าวปลายเกวียนทีนั้น นางวิสาขา พูดกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า พวกท่านว่าใครกัน.

พราหมณ์. ว่าเธอ แม่. ได้ยินว่า เสียงอันไพเราะของนาง เปล่งออกประหนึ่งเสียงกังสดาล. ลำดับนั้น นางจึงถามพราหมณ์เหล่านั้นด้วยเสียงอันไพเราะอีกว่า เพราะเหตุไร ? จึงว่าฉัน.

พราหมณ์. หญิงบริวารของเธอ ไม่ให้ผ้าและเครื่องประดับ เปียก รีบเข้าสู่ศาลา, กิจแม้เพียงการรีบมาสู่ที่มีประมาณเท่านี้ของเธอก็มิได้มี, เธอปล่อยให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์เปียกมาแล้ว, เพราะฉะนั้นพวกเราจึงพากันว่า.

 วิสาขา. พ่อทั้งหลาย พวกท่านอยู่พูดอย่างนี้, ฉันแข็งแรงกว่าเด็กหญิงเหล่านั้น, แต่ฉันกำหนดเหตุการณ์แล้ว จึงไม่มาโดยเร็ว.

พราหมณ์. เหตุอะไร ? แม่.

[ชน ๔ จำพวกวิ่งไปไม่งาม]

 วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ชน ๔ จำพวก เมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม, เหตุอันหนึ่ง แม้อื่นอีก ยังมีอยู่.

พราหมณ์. ชน ๔ จำพวก เหล่าไหน ? เมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม แม่.

วิสาขา. พ่อทั้งหลาย พระราชาผู้อภิเษกแล้ว ทรงประดับประดาแล้วแล้วเครื่องอาภรณ์ทั้งปวงเมื่อถกเขมรวิ่งไปในพระลานหลวงย่อมไม่งาม, ย่อมได้ความครหาเป็นแน่นอนว่า ทำไม พระราชาองค์นี้จึงวิ่งเหมือนคฤบหดี ค่อย ๆ เสด็จไปนั่นแหละ จึงจะงาม, แม้ช้างมงคลของพระราชา ประดับแล้ว วิ่งไป ก็ไม่งาม, ต่อเมื่อเดินไปด้วยลีลาแห่งช้าง จึงจะงาม, บรรพชิต เมื่อวิ่ง ก็ไม่งาม, ย่อมได้แต่ความครหาอย่างเดียวเท่านั้นว่า ทำไม สมณะรูปนี้ จึงวิ่งไปเหมือนคฤหัสถ์, แต่ย่อมงาม ด้วยการเดินอย่างอาการของผู้สงบเสงี่ยม, สตรี เมื่อวิ่ง ก็ไม่งาม, ย่อมถูกเขาติเตียนอย่างเดียวว่า ทำไม หญิงคนนี้ จึงวิ่ง เหมือนผู้ชาย, แต่ย่อมงามด้วยการเดินอย่างธรรมดา, พ่อทั้งหลาย ชน ๔ จำพวกเหล่านี้ เมื่อวิ่งไป ย่อมไม่งาม. พราหมณ์ ก็เหตุอื่นอีกอย่างหนึ่ง เป็นไฉน ? แม่.

วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ธรรมดามารดาบิดา ถนอมอวัยวะน้อยใหญ่ เลี้ยงดูธิดา, เพราะว่า พวกฉัน ชื่อว่าเป็นสิ่งของอันมารดาบิดาพึงชาย, มารดาบิดาเลี้ยงฉันมา ก็เพื่อต้องการจะส่งไปสู่ตระกูลอื่น, ถ้าว่า ในเวลาที่พวกฉันวิ่งไป เหยียบชายผ้านุ่งหรือลื่นล้มลงบนพื้นดิน มือหรือเท้าก็จะพึงหัก, พวกฉันก็จะพึงเป็นภาระของตระกูลนั่นแล, ส่วนเครื่องแต่งตัว เปียกแล้วก็จักแห้ง, ดิฉันกำหนดเหตุนี้จึงไม่วิ่งไป พ่อ.

[พราหมณ์สวมมาลัยทองให้]

 พวกพราหมณ์เห็นความถึงพร้อมแห่งฟัน ในเวลานางพูด จึงให้สาธุการแก่นางว่า สมบัติเช่นนี้ พวกเรายังไม่เคยเห็นเลยแล้วกล่าวว่า แม่ พวงมาลัยนี้ สมควรแก่เธอเท่านั้น ดังนี้แล้ว จึงได้คล้องพวกมาลัยทองนั้นให้. ลำดับนั้น นางจึงถามพวกเขาว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านมาจากเมืองไหน ?

พราหมณ์. จากเมืองสาวัตถี แม่.

วิสาขา. ตระกูลเศรษฐี ชื่อไร ?

พราหมณ์. ชื่อมิคารเศรษฐี แม่.

วิสาขา. บุตรของท่านเจ้าพระคุณ ชื่อไร ?

พราหมณ์. ชื่อปุณณวัฒนกุมาร แม่. นางวิสาขานั้น รับรองว่า ตระกูลของเรา เสมอกัน ดังนี้แล้ว จึงส่งข่าวไปแก่บิดาว่า ของคุณพ่อและคุณแม่ จงส่งรถไปให้ พวกดิฉัน. ก็ในเวลามา นางเดินมาก็จริง, ถึงอย่างนั้น จำเดิมแต่กาลที่ประดับด้วยมาลัยทองคำแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อจะไปเช่นนั้น. เด็กหญิงทั้งหลายผู้มีอิสระ ย่อมไปด้วยยานมีรถเป็นต้น, หญิงนอกนี้ขึ้นยานธรรมดา (ไป), กั้นฉัตรหรือใบตาลข้างบน, เมื่อฉัตรหรือใบตาลแม้นั้นไม่มี ก็ยกชายผ้านุ่งขึ้นมาพาดบนบ่าทีเดียว, ส่วนบิดาของนางวิสาขานั้น ส่งรถไป ๕๐๐ คัน. นางวิสาขานั้นกับบริวารขึ้นรถไปแล้วแม้พวกพราหมณ์ ก็ได้ไปด้วยกัน. ทีนั้น ท่านเศรษฐี ถามพราหมณ์เหล่านั้นว่า พวกท่านมาจากไหน ?

พราหมณ์. มาจากเมืองสาวัตถี ท่านมหาเศรษฐี.

เศรษฐี. เศรษฐีชื่อไร ?

พราหมณ์. ชื่อมิคารเศรษฐี.

เศรษฐี. บุตรชื่อไร ?

พราหมณ์. ชื่อปุณณวัฒนกุมาร.

เศรษฐี. ทรัพย์มีเท่าไร ?

พราหมณ์. ๔๐ โกฏิ ท่านมหาเศรษฐี.

เศรษฐี. รับคำ ด้วยคิดว่า ทรัพย์เท่านั้น, เทียบทรัพย์ของเรา ก็เท่ากับกากณิกเดียว, แต่จะประโยชน์อะไรด้วยเหตุอื่น จำเดิมแต่กาลที่นางทาริกาได้เหตุเพียงการรักษา. เศรษฐีนั้น ทำสักการะแก่พราหมณ์เหล่านั้น ให้พักอยู่วัน ๒ วันแล้วก็ส่งกลับ.

[พราหมณ์กลับเมืองสาวัตถี]

พวกเขา ไปกรุงสาวัตถีแล้ว เรียน (ท่านเศรษฐี)ว่า พวกข้าพเจ้าได้นางทาริกาแล้ว.

เศรษฐี. ลูกสาวของใคร ?

พราหมณ์. ของธนญชัยเศรษฐี. เศรษฐีนั้น คิดว่า นางทาริกาแห่งตระกูลใหญ่ อันเราได้แล้ว, ควรที่เราจะนำนางมาโดยเร็วทีเดียว ดังนี้แล้ว กราบทูลแด่พระราชา เพื่อไปในเมืองนั้น. พระราชา ทรงดำริว่า ตระกูลใหญ่นั่น อันเรานำมาจากสำนักของพระเจ้าพิมพิสารแล้วให้อยู่อาศัยในเมืองสาเกต, ควรจะทำความยกย่องแก่ตระกูลนั้น ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งว่า แม้เรา ก็จักไป. เศรษฐี ทูลว่า ดีละ พระเจ้าข้า ดั่งนี้แล้ว ส่งข่าวไปบอกแก่ธนญชัยเศรษฐีว่า เมื่อข้าพเจ้ามา, แม้พระราชาก็จักเสด็จมา, พลของพระราชามาก, ท่านจักอาจเพื่อทำกินที่ควรทำแก่ชนประมาณเท่านั้น หรือจักไม่อาจ. ฝ่ายเศรษฐีนอกนี้ ได้ส่งข่าวตอบไปว่า แม้ถ้าพระราชาจะเสด็จมาสัก ๑๐ พระองค์, ขอจงเสด็จมาเถิด. มิคารเศรษฐี เว้นเพียงคนเฝ้าเรือน พาเอาคนที่เหลือในนครใหญ่ถึงเพียงนั้นไป หยุดพักในหนทางกึ่งโยชน์แล้ว ส่งข่าวไปว่า พวกข้าพเจ้ามาแล้ว.

[ธนญชัยเศรษฐีกับธิดาจัดสถานที่ต้อนรับ]

ธนญชัยเศรษฐี ส่งเครื่องบรรณาการเป็นอันมากไปแล้วปรึกษากับธิดาว่า แม่ ได้ยินว่า พ่อผัวของเจ้า มากับพระเจ้าโกศล, เราควรจัดเรือนหลังไหน สำหรับพ่อผัวของเจ้านั้น, หลังไหนสำหรับพระราชา, หลังไหน สำหรับอิสรชนมีอุปราชเป็นต้น. เศรษฐีธิดาผู้ฉลาด มีญาณเฉียบแหลมดุจยอดเพชร ตั้งความปรารถนาไว้ตลอดแสนกัป สมบูรณ์แล้วด้วยอภินิหาร จัดแจงว่า ท่านทั้งหลายจงจัดแจงเรือนหลังโน้น เพื่อพ่อผัวของเรา, หลังโน้น เพื่อพระราชา, หลังโน้น เพื่ออุปราชเป็นต้น ดังนี้แล้ว ให้เรียกทาสและกรรมกรมา จัดการว่า พวกท่านเท่านี้คน จงทำกิจที่ควรทำแก่พระราชา, เท่านี้คน จงทำกิจที่ควรทำแก่อุปราชเป็นต้น, พวกท่านนั่นแล จงดูแลแม้สัตว์พาหนะมีช้างและม้าเป็นต้น, แม้คนผูกม้าเป็นต้น มาถึงแล้วจักได้ชมมหรสพในงานมงคล. ถามว่า เพราะเหตุไร ? (นางจึงจัดอย่างนั้น). ตอบว่า (เพราะ) คนบางพวก อย่าได้เพื่อพูดว่า เราไปสู่ที่มงคลแห่งนางวิสาขา ไม่ได้อะไรเลย, ทำแต่กิจมีการเฝ้าม้าเป็นต้นไม่ได้เที่ยวตามสบาย.

[เครื่องแต่งตัวนางวิสาขา ๔ เดือนจึงแล้ว]

 ในวันนั้นแล บิดาของนางวิสาขา ให้เรียกช่างทองมา ๕๐๐ คนแล้วกล่าวว่า พวกท่านจงทำเครื่องประดับ ชื่อมหาลดาปสาธน์ แก่ธิดาของเรา ดังนี้แล้ว สั่งให้ให้ทองคำมีสีสุกพันลิ่ม และเงิน แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วประพาฬและเพชรเป็นต้น พอสมกับทองนั้น. พระราชา ประทับอยู่ ๒-๓ วันแล้ว ทรงส่งข่าวไปแก่ธนญชัยเศรษฐีว่า เศรษฐีไม่สามารถทำการเลี้ยงดูพวกเราได้, ขอเศรษฐีจงรู้กาลไปแห่งนางทาริกาเถิด. ฝ่ายเศรษฐีนั้น ส่งข่าวไปทูลพระราชาว่า บัดนี้ กาลฝนมาถึงแล้ว, ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อเที่ยวไปตลอด ๔ เดือนได้, การที่หมู่พลของพระองค์ ได้วัตถุใด ๆ สมควร, วัตถุนั้น ๆ ทั้งหมด เป็นภาระของข้าพระองค์, พระองค์ผู้สมมติเทพจักเสด็จไปได้ในเวลาที่ข้าพระองค์ส่งเสด็จ. จำเดิมแต่กาลนั้น นครสาเกต ได้เป็นนครราวกะมีนักษัตรเป็นนิตย์. วัตถุมีพวงดอกไม้ของหอมและผ้าเป็นต้น เป็นของอันเศรษฐีจัดแล้วแก่ชนทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระราชาแล. ชนเหล่านั้นคิดกันว่าเศรษฐีทำสักการะแก่พวกเราถ่ายเดียว. ๓ เดือนล่วงไปแล้ว โดยอาการอย่างนี้. ส่วนเครื่องประดับ ก็ยังไม่เสร็จก่อน. ผู้ควบคุมงานมาแจ้งแก่เศรษฐีว่า สิ่งอื่นที่ชื่อว่าไม่มี ก็หาไม่, แต่ฟืนสำหรับหุงต้มภัตเพื่อหมู่พล ไม่พอ. เศรษฐีกล่าวว่า ไปเถิดพ่อทั้งหลาย, พวกท่านจง (รื้อ) ขนเอาโรงช้างเก่า ๆ เป็นต้นและเรือนเก่าในนครนี้หุงต้มเถิด. แม้เมื่อหุงต้มอยู่อย่างนั้น, กึ่งเดือนล่วงไปแล้ว. ลำดับนั้น ผู้ควบคุมงาน มาแจ้งแก่ท่านเศรษฐีอีกครั้งว่า ฟืนไม่มี. เศรษฐีกล่าวว่า ใคร ๆ ไม่อาจได้ฟืนในเวลานี้, พวกท่าน จงเปิดเรือน คลังผ้าทั้งหลายแล้วเอาผ้าเนื้อหยาบ ทำเกลียวชุบลงในตุ่มน้ำมันหุงภัตเถิด. ชนเหล่านั้น ได้ทำอย่างนั้น ตลอดกึ่งเดือน. ๔ เดือนล่วงไปแล้วโดยอการอย่างนี้. แม้เครื่องประดับก็เสร็จแล้ว.

[เครื่องประกอบในมหาลดาปสาธน์]

 เพชร ๔ ทะนาน ได้ถึงอันประกอบเข้าในเครื่องประดับนั้น, แก้วมุกดา ๑๑ ทะนาน, แก้วประพาฬ ๒๐ ทะนาน, แก้วมณี ๓๓ทะนาน. เครื่องประดับนั้น ได้ถึงความสำเร็จ ด้วยรัตนะเหล่านี้และเหล่าอื่น ด้วยประการฉะนี้. เครื่องประดับไม่สำเร็จด้วยด้าย, การงานที่ทำด้วยด้าย เขาทำแล้วด้วยเงิน. เครื่องประดับนั้น สวมที่ศีรษะแล้ว ย่อมจดหลังเท้า. ลูกดุมที่เขาประกอบทำเป็นแหวนในที่นั้น ๆ ทำด้วยทอง, ห่วงทำด้วยเงิน, แหวนวงหนึ่ง ที่ท่ามกลางกระหม่อม, หลังหูทั้งสอง ๒วง, ที่หลุมคอ ๑ วง, ที่เข่าทั้งสอง ๒ วง, ที่ข้อศอกทั้งสอง ๒ วง, ที่ข้างสะเอวทั้งสอง ๒ วง ดังนี้. ก็ในเครื่องประดับนั้นแล เขาทำนกยูงตัวหนึ่งไว้. ขนปีกทำด้วยทอง ๕๐๐ ขน ได้มีที่ปีกเบื้องขวาแห่งนกยูงนั้น, ๕๐๐ ขน ได้มีที่ปีกเบื้องซ้าย, จะงอยปาก ทำด้วยแก้วประพาฬ, นัยน์ตาทำด้วยแก้วมณี, คอและแววหางก็เหมือนกัน, ก้านขนทำด้วยเงิน, ขาก็เหมือนกัน. นกยูงนั้น สถิตอยู่ท่ามกลางกระหม่อมแห่งนางวิสาขา ปรากฏประหนึ่งนกยูงยืนรำแพนอยู่บนยอดเขา. เสียแห่ง ก้านขนปีกพันหนึ่ง เป็นไปประหนึ่งทิพยสังคีตและประหนึ่งเสียงกึกก้องแห่งดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕. ชนทั้งหลายผู้เข้าไปสู่ที่ใกล้เท่านั้น ย่อมทราบว่า นกยูงนั้นไม่ใช่นกยูง (จริง). เครื่องประดับมีค่า ๙ โกฏิ. ท่านเศรษฐีให้ค่าหัตถกรรม (ค่าบำเหน็จ) แสนหนึ่ง.

[หญิงถวายจีวรย่อมได้มหาลดาปสาธน์]

 ถามว่า ก็เครื่องประดับนั่น อันนางวิสาขานั้นได้แล้ว เพราะผลแห่งกรรมอะไร ? แก้ว่า ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นางถวายจีวรสาฎก แก่ภิกษุ ๒ หมื่นรูปแล้ว ได้ถวายด้วยบ้าง เข็มบ้างเครื่องย้อมบ้าง ซึ่งเป็นของตนนั่นเอง. นางได้แล้วซึ่งเครื่องประดับนี้เพราะผลแห่งจีวรทานนั้น. ก็จีวรทานของหญิงทั้งหลาย ย่อมถึงที่สุดด้วยเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์, จีวรทานของบุรุษทั้งหลาย ย่อมถึงที่สุด ด้วยบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์.

[เศรษฐีจัดไทยธรรมให้นางวิสาขา]

 มหาเศรษฐี ทำการตระเตรียม เพื่อธิดาโดย ๔ เดือนอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะให้ไทยธรรมแก่ธิดานั้น ได้ให้เกวียนเต็มด้วยกหาปณะ๕๐๐ เล่ม, ได้ให้เกวียนเต็มด้วยภาชนะทองคำ ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยภาชนะเงิน ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยภาชนะทองแดง ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยภาชนะสำริด ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยผ้าด้ายผ้าไหม ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยเนยใส ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยน้ำมัน ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยน้ำอ้อย ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยข้าวสารแห่งข้าวสาลี ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยเครื่องอุปกรณ์มีไถและผาลเป็นต้น ๕๐๐ เล่ม. ได้ยินว่า ความคิดอย่างนี้ได้มีแก่มหาเศรษฐีนั้นว่า ในที่แห่งธิดาของเราไปแล้ว นางอย่าได้ส่งคนไปสู่ประตูเรือนของคนอื่นว่าเราต้องการด้วยวัตถุชื่อโน้น, เพราะฉะนั้น มหาเศรษฐีจึงได้สั่งให้ให้เครื่องอุปกรณ์ทุกสิ่ง (แก่ธิดาของตน). มหาเศรษฐีได้ให้รถ ๕๐๐คัน ตั้งนางสาวใช้รูปงามผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพไว้บนรถคันละ ๓ คน ๆ, ได้ให้นางปริจาริกา ๑, ๕๐๐ คน ด้วยสั่งว่าพวกเจ้าเท่านี้คนจงให้ธิดาของเราอาบ เท่านี้คนให้บริโภค เท่านี้คนแต่งตัว เที่ยวไป.

 ครั้งนั้น  มหาเศรษฐีได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจัดให้โคแก่ธิดาของเรา. ท่านสั่งบุรุษว่า พนาย พวกท่านจงไป, จงเปิดประตูคอกน้อยแล้ว ยืนถือกลอง ๓ ใบ อยู่ในที่ ๓ คาวุต, ยืนอยู่ที่ข้างทั้ง ๒ ในที่ประมาณอุสภะ ๑ โดยส่วนกว้าง, ถัดจากนั้นจงอย่าให้แม่โคทั้งหลายไปที่อื่น, พึงตีกลองสัญญาในเวลาแม่โคหยุดแล้งอย่างนี้. บุรุษเหล่านั้น ได้ทำอย่างนั้นแล้ว. เวลาแม่โคออกจากคอกได้คาวุต ๑ พวกเขาได้ตีกลองสัญญาขึ้น, ในเวลาแม่โคไปได้กึ่งโยชน์ได้ตึกลองสัญญาอีก, แต่ในเวลาแม่โคไปได้ ๓ คาวุต พวกเขาได้ห้ามการไปโดยส่วนกว้างอีก แม่โคทั้งหลายได้ยืนเบียดกันและกันในที่ยาวประมาณ ๓ คาวุต กว้างประมาณอุสภะ ๑ ด้วยประการอย่างนี้. มหาเศรษฐีสั่งให้ปิดประตูคอก ด้วยคำว่า โคเท่านี้ พอแล้ว แก่ธิดาของข้าพเจ้า, พวนเจ้าจงปิดประตูเถิด. เมื่อเขาปิดประตูคอกแล้ว, เพราะผลบุญของนางวิสาขา โคตัวมีกำลังและแม่โคนมทั้งหลายก็กระโดดออกไปแล้ว. เมื่อพวกมนุษย์ห้ามอยู่นั่นแล, โคตัวมีกำลัง ๖ หมื่นตัว และแม่โคนม ๖ หมื่นตัว ออกแล้ว, (และ) ลูกโคตัวมีกำลัง มีจำนวนเท่านั้น ก็ออกไปแล้ว, พวกโคอุสภะของแม่โคนมเหล่านั้นก็ได้ติดตามไปแล้ว. ถามว่า ก็โคทั้งหลายไปแล้วอย่างนั้น เพราะผลแห่งกรรมอะไร ? แก้ว่า เพราะผลแห่งทานที่นางวิสาขาถวายแล้วแก่ภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้ห้ามอยู่ ๆ.

ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นางเป็นน้องสุดท้องของธิดาทั้ง ๗ ของพระเจ้ากิกิ มีพระนามว่าสังฆทาสี เมื่อถวายเบญจโครสทานแก่ภิกษุ ๒ หมื่นรูป แม้เมื่อภิกษุหนุ่มและสามเณรปิดบาตรห้ามอยู่ว่า พอ พอ ก็ยังรับสั่งว่า นี่อร่อย นี่น่าฉันแล้วได้ถวาย (อีก). เพราะผลแห่งกรรมนั้น โคเหล่านั้น แม้เขาห้ามอยู่ ก็ออกไปแล้วอย่างนั้น. ในเวลาที่เศรษฐีให้ทรัพย์เท่านี้ (แก่ธิดา)แล้ว ภริยาของเศรษฐีได้พูดว่า ทุกสิ่งอันท่านจัดแจงแล้วแก่ธิดาของเรา, แต่คนใช้ชายหญิง ผู้ทำการรับใช้ ท่านมิได้จัดแจง, ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?เศรษฐี. (ที่เราไม่จัดแจง) เพื่อรู้คนผู้มีความรักและชังในธิดาของเรา, เพราะเราจะจับคอพวกที่ไม่ไปกับธิดานั้นส่งไปไม่ได้, แต่ในเวลาจะขึ้น ยานไปนั่นแล เราจะพูดว่า ใครอยากไปกับนางวิสาขานั่น ก็จงไป, ผู้ไม่อยากไป ก็อย่าไป. ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า ธิดาของเรา จักไปพรุ่งนี้ นั่งในห้อง ให้ธิดานั่งในที่ใกล้แล้วได้ให้โอวาทว่า แม่ ธรรมดาหญิงผู้อยู่ในสกุลผัว รักษาภรรยานี้และนี้ จึงจะควร. แม้มิคารเศรษฐีนี้นั่งในห้องถัดไป ได้ยินโอวาทของธนญชัยเศรษฐีแล้ว.

[โอวาท ๑๐ ข้อของเศรษฐี]

 ฝ่าย (ธนญชัย) เศรษฐีนั้น สอนธิดาอย่างนั้นแล้ว ให้โอวาท๑๐ ข้อนี้ว่า แม่ ธรรมดาหญิงที่อยู่ในสกุลพ่อผัวแม่ผัว ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก, ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน, พึงให้แก่คนที่ให้เท่านั้น, ไม่พึงให้แก่คนที่ไม่ให้, พึงให้แก่คนทั้งที่ให้ทั้งที่ไม่ให้, พึงนั่งให้เป็นสุข, พึงบริโภคให้เป็นสุข, พึงนอนให้เป็นสุข, พึงบำเรอไฟ, พึงนอบน้อมเทวดาภายใน ดั่งนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้นเรียกประชุมเสนาทั้งหมดแล้ว จึงเอากุฎุมพี ๘ คนให้เป็นผู้ค้ำประกันในท่ามกลางราชเสนาแล้วกล่าวว่า ถ้าโทษเกิดขึ้นแก่ธิดาของเราในที่ ๆ ไปแล้ว, พวกท่านพึงชำระ ดังนี้แล้ว ประกับธิดาด้วยเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่าได้ ๙ โกฏิ ให้ทรัพย์ ๕๔ โกฏิเป็นค่าจุณสำหรับอาบ ให้ขึ้นสู่ยานแล้ว ให้คนเที่ยวตีกลองประกาศในบ้านส่วย ๑๔ ตำบลอันเป็นของตน เท่าอนุราชบุรี รอบเมืองสาเกตว่า ชนผู้อยากไปกับธิดาของเรา ก็จงไป. ชาวบ้าน ๑๔ ตำบลพอได้ยินเสียง จึงออกไปไม่เหลือใคร ๆ เลย ด้วยคิดว่า จัดมีประโยชน์อะไรแก่พวกเราในที่นี้ ในเวลาที่แม่ เจ้าของเราไปเสีย. ฝ่ายธนญชัยเศรษฐี ทำสักการะแด่พระราชาและมิคารเศรษฐีแล้ว ก็ตามไปส่งธิดากับคนเหล่านั้นหน่อยหนึ่ง. มิคารเศรษฐี นั่นในยามน้อยไปข้างหลังยานทั้งหมด เห็นหมู่พลแล้ว จึงถามว่า นั่นพวกไหน ? พวกคนใช้. ทาสหญิงทาสชาย ผู้รับใช้ของหญิงสะใภ้ของท่าน.

มิคารเศรษฐี. ใครจักเลี้ยงดูคนจำนวนเท่านั้นได้, พวกท่านจงโบยคนพวกนั้นแล้วไล่ให้หนีไป, จงฉุดพวกที่ไม่หนีออกจากที่นี้. แต่นางวิสาขากล่าวว่า หลีกไป, อย่าห้าม, พลนั่นแล จักให้ภัตแก่พล. แม้เมื่อนางกล่าวอย่างนั้น, เศรษฐีก็ยังกล่าวว่า แม่ เราไม่มีความต้องการด้วยชนเหล่านั้น, ใครจักเลี้ยงคนเหล่านี้ได้ ดังนี้แล้วจึงให้โบยด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ไล่ให้หนีไปแล้วพาพวกที่เหลือไป ด้วยคิดว่า เราพอละ ด้วยคนจำนวนเท่านี้.

[นางวิสาขาถึงกรุงสาวัตถี]

 ครั้งเวลาถึงประตูนครสาวัตถี นางวิสาขาคิดว่า เราจักนั่งในยานที่ปกปิดเข้าไปหรือหนอ ? หรือจะยืนบนรถเข้าไป. ทีนั้น นางได้ตกลงใจอย่างนี้ว่า เมื่อเราเข้าไปด้วยยานที่ปกปิด, ความวิเศษแห่งเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์จักไม่ปรากฏ. นางยืนบนรถแสดงตนแก่ชาวนครทั้งสิ้น เข้าไปสู่นครแล้ว. ชาวกรุงสาวัตถี เห็นสมบัติของนางวิสาขาแล้ว จึงพูดกันว่า นัยว่า หญิงนั่นชื่อวิสาขา, สมบัติ เห็นปานนี้นี้สมควรแก่นางแท้. นางวิสาขานั้น เข้าไปสู่เรือนของเศรษฐี ด้วยสมบัติมาก ด้วยประการฉะนี้. ก็ในวันที่นางมาถึง ชาวนครทั้งสิ้น ได้ส่งบรรณาการไปตามกำลัง ด้วยคิดว่า ธนญชัยเศรษฐี ได้ทำสักการะมากมายแก่พวกเราผู้ถึงนครของตน. นางวิสาขาได้ให้บรรณาการที่เขาส่งมาแล้ว ๆ(ทำ) ให้เป็นประโยชน์ทุกอย่าง ในตระกูลอื่น ๆ ในนครนั้นนั่นแหละ.

[นางวิสาขาเจรจาไพเราะ]

 นางกล่าวถ้อยคำเป็นที่รัก เหมาะแก่วันของคนเหล่านั้น ๆ ว่าท่านจงให้สิ่งนี้แก่คุณแม่ของฉัน, จงให้สิ่งนี้แก่คุณพ่อของฉัน, จงให้สิ่งนี้แก่พี่ชายน้องชายของฉัน, จงให้สิ่งนี้แก่พี่สาวน้องสาวของฉันดังนี้แล้ว ส่งบรรณาการไป, ได้ทำชาวนครทั้งหมดให้เป็นเหมือนพวกญาติ ด้วยประการฉะนี้. ต่อมาในระหว่างตอนกลางคืน นางฬาตัวเป็นแม่ม้าอาชาไนยของนางได้ตกลูก. นางให้พวกทาสีถือประทีปด้ามไปในที่นั้นแล้ว ยกนางฬาให้อาบด้วยน้ำอุ่น ให้ทาด้วยน้ำมันแล้วได้ไปสู่ที่อยู่ของตนตามเดิม. มิคารเศรษฐี เมื่อทำอาวาหมงคลของบุตร หาได้คำนึงถึงพระตถาคต แม้ประทับอยู่ในวิหารใกล้ไม่ อันความรักที่ตั้งอยู่เฉพาะในพวกสมณะเปลือยสิ้นกาลนาน เตือนอยู่ คิดว่า เราจักทำสักการะแม้แก่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ดังนี้แล้ว วันหนึ่งให้คนหุงข้าวปายาสแข้งบรรจุในภาชนะใหม่ หลายร้อยสำรับ ให้นิมนต์พวกอเจลกะ ๕๐๐ คน เชิญเข้าไปในเรือนแล้ว จึงส่งข่าวแก่นางวิสาขาว่า สะใภ้ของฉันจงมา, ไหว้พระอรหันต์ทั้งหลาย.

[นางวิสาขาตำหนิพ่อผัว]

 นางเป็นอริยสาวิกาผู้โสดาบัน พอได้ยินคำว่า อรหันต์ก็เป็นผู้ร่าเริงยินดี มาสู่ที่บริโภคแห่งอเจลกะเหล่านั้น แลดูอเจลกะเหล่านั้นแล้ว คิดว่า ผู้เว้นจากหิริโอตตัปปะเห็นปานนี้ ย่อมชื่อว่าพระอรหันต์ไม่ได้, เหตุไร พ่อผัวจึงให้เรียกเรามา ? ติเตียนเศรษฐีแล้ว ก็ไปที่อยู่ของตนตามเดิม. พวกอเจลกะเห็นอาการของนางวิสาขานั้นแล้ว จึงติเตียนเศรษฐีโดยเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมดว่า คฤหบดี ท่านไม่ได้หญิงอื่นแล้วหรือจึงให้สาวิกาของสมณโคดมซึ่งเป็นนางกาฬกัณณีตัวสำคัญเข้ามาในที่นี้ ?จงให้ขับไล่นางออกจากเรือนนี้โดยเร็ว. เศรษฐีนั้นคิดว่า เราไม่อาจให้ขับไล่ออก ด้วยเหตุเพียงถ้อยคำของท่านเหล่านี้เท่านั้น, นางเป็นธิดาของสกุลใหญ่ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายธรรมดาเด็ก รู้บ้างไม่รู้บ้าง พึงทำ, ท่านทั้งหลายนิ่งเสียเถอะ ส่งอเจลกะเหล่านั้นไปแล้ว นั่งบนอาสนะมีค่ามาก บริโภคข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยในถาดทองคำ. ในสมัยนั้น พระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต ได้เข้าไปสู่เรือนหลังนั้นแล้ว. นางวิสาขายืนพัดพ่อผัวอยู่ เห็นพระเถระรูปนั้นแล้ว คิดว่า การบอกพ่อผัวไม่ควร, จึงได้เลี่ยงออกไปยืนโดยอาการที่พ่อผัวนั้นจะเห็นพระเถระได้. แต่ เศรษฐีนั้นเป็นพาล แม้เห็นพระเถระ ก็แกล้งทำเป็นเหมือนไม่เห็นก้มหน้าบริโภคอยู่นั่นเอง.

[นางวิสาขาติพ่อผัวว่าบริโภคของเก่า]

 นางวิสาขารู้ว่า พ่อผัวของเราแม้เห็นพระเถระ ก็ไม่เอาใจใส่ จึงกล่าวว่า นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า. เศรษฐีนั้น แม้อดกลั้นได้ในเวลาที่พวกนิครนถ์บอก (แต่) ในขณะที่นางวิสาขากล่าวว่า บริโภคของเก่า นั่นเองก็วางมือกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงนำข้าวปายาสนี้ไปเสียจากที่นี่, จงขับไล่นางนั่นออกจากเรือนนี้, นางคนนี้ทำให้เราเป็นผู้ชื่อว่าเคี้ยวกินของไม่สะอาด ในกาลมงคลเช่นนี้. ก็แลทาสและกรรมกรทั้งหมดในเรือนนั้น ล้วนเป็นคนของนางวิสาขา จึงไม่อาจจะเข้าใกล้, ใครจักจับนางที่มือหรือที่เท้า, แม้ผู้สามารถกล่าวด้วยปากก็ไม่มี. นางวิสาขาฟังคำของพ่อผัวแล้วกล่าวว่า คุณพ่อ ดิฉันจะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้, คุณพ่อมิได้นำดิฉันมา เหมือนนำนางกุมภทาสีมาแต่ท่าน้ำ, ธรรมดาธิดาของมารดาบิดาผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้, เพราะเหตุนั้นแล ในเวลาจะมาที่นี้ คุณพ่อของดิฉัน จึงได้เรียกกุฎุมพี ๘ คนมา พูดว่า ถ้าโทษ๑. สฺ น กโรติ. เศรษฐีคิดว่า นางวิสาขานี้ พูดดี จึงให้เรียกกุฎุมพีทั้ง ๘ มาแล้วบอกว่า นางทาริกานี้ ว่าฉันผู้นั่งรับประทานเข้าปายาสมีน้ำแข้นในถาดทอง ในเวลามงคลว่า ผู้กินของไม่สะอาด, พวกท่านยกโทษนางวิสาขานี้ขึ้นแล้ว จงคร่านางนี้ออกจากเรือนนี้. กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

วิสาขา. ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น, แต่เมื่อพระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน, พ่อผัวของฉัน กำลังรับประทานข้าวธุปายาสมีน้ำน้อย ไม่ใส่ใจถึงพระเถระนั้น, ฉันคิดว่าพ่อผัวของเรา ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้, บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น, จึงได้พูดว่า นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉัน กำลังบริโภคของเก่า, โทษอะไรของดิฉันจะมีในเพราะเหตุนี้เล่า ? กุฎุมพี. ท่าน โทษในเพราะเหตุนี้ มิได้มี, ธิดาของข้าพเจ้ากล่าวชอบ, เหตุไร ท่านจึงโกรธ ? เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย โทษอันนี้ เป็นอันพ้นไปก่อน, แต่วันหนึ่ง ในมัชฌิมยาม นางวิสาขานี้อันคนใช้ชายหญิงแวดล้อมแล้วได้ไปหลังเรือน. กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ดิฉันไม่ได้เป็นเพราะเหตุอื่น, ก็เมื่อนางฬาแม่ม้าอาชาไนยตกลูกแล้วใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า การที่นั่งเฉยไม่เอาเป็นธุระเสียเลย ไม่สมควร จึงให้คนถือประทีปด้ามไปกับพวกหญิงคนใช้ ให้ทำการบริหารแก่แม่ฬาที่ตกลูกแล้ว, ในเพราะเหตุนี้ ดิฉันจะมีโทษอะไร ? กุฎุมพี. ท่าน ธิดาของพวกข้าพเจ้าทำกรรมแม้พวกหญิงคนใช้ไม่พึงทำในเรือนของท่าน, ท่านยังเห็นโทษอะไร ในเพราะเหตุนี้ ? เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย แม้ในเรื่องนี้ จะไม่มีโทษ ก็ช่างเถอะ, แต่ว่า บิดาของนางวิสาขานี้ เมื่อกล่าวสอนนางวิสาขานี้ ในเวลาจะมาที่นี้ ได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อซึ่งลี้ลับปิดบัง, เราไม่ทราบเนื้อความแห่งโอวาทนั้น, นางจงบอกเนื้อความแห่งโอวาทนั้นแก่เรา, ก็บิดาของนางนี้ ได้บอกว่า ไฟในไม่พึงนำออกไปภายนอก พวกเราอาจหรือหนอ ? เพื่อจะไม่ให้ไฟแก่เรือนคุ้นเคยทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วอยู่ได้.

[นางวิสาขาชนะความพ่อผัว]

 กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

วิสาขา. พ่อทั้งหลาย คุณพ่อของดิฉันมิได้พูดหมายความดังนั้น, แต่ได้พูดหมายความดังนี้ว่า แม่ เจ้าเห็นโทษของแม่ผัวพ่อผัวและสามีของเจ้าแล้ว อย่าเฝ้ากล่าว ณ ภายนอกคือในเรือนนั้น ๆ, เพราะว่า ขึ้นชื่อว่าไฟเช่นกับไฟชนิดนี้ ย่อมไม่มี.

เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย ข้อนั้นยกไว้ก่อน, ก็บิดาของนางวิสาขานี้กล่าวว่า ไฟแต่ภายนอก ไม่พึงให้เข้าไปภายใน พวกเราอาจเพื่อจะไม่ไปนำไฟมาจากภายนอกหรือ ? ในเมื่อไฟใน (เรือน) ดับ. กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

วิสาขา. พ่อทั้งหลาย คุณพ่อของดิฉัน ไม่ได้พูดหมายความดังนั้น. แต่ได้พูดหมายความดังนี้ว่า ถ้าหญิงหรือชายทั้งหลาย ในบ้านใกล้ เรือนเคียงของเจ้า พูดถึงโทษของแม่ผัวพ่อผัวและสามี, เจ้าอย่านำเอา คำ ที่ชนพวกนั้นพูดแล้ว มาพูดอีกว่า คนชื่อโน้นพูดยกโทษอย่างนี้ของท่านทั้งหลาย เพราะขึ้นชื่อว่าไฟ เช่นกับไฟนั่น ย่อมไม่มี. นางวิสาขาได้พ้นโทษ เพราะเหตุนี้อย่างนี้. ก็นางพ้นโทษในเพราะเหตุนี้ฉันใด, แม่ในคำที่เหลือ นางก็ได้พ้นโทษฉันนั้น(เหมือนกัน).

[อรรถาธิบายข้อโอวาทอื่น]

 ก็ในโอวาทเหล่านั้น พึงทราบอธิบายดังนี้ :- ก็คำที่บิดาของนางสอนว่า แม่ เจ้าควรให้แก่ชนทั้งหลายที่ให้เท่านั้น เศรษฐีกล่าวหมายเอา [เนื้อความนี้] ว่าควรให้ แก่คนที่ถือเครื่องอุปกรณ์ที่ยืมไปแล้ว ส่งคืนเท่านั้น. แม้คำว่า ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้ นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่า ไม่ควรให้แก่ผู้ที่ถือเอาเครื่องอุปกรณ์ที่ยืมไปแล้ว ไม่ส่งคืน. ก็แลคำว่าควรให้แก่คนทั้งที่ให้ที่ไม่ให้ นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่าเมื่อญาติและมิตรยากจนมาถึงแล้ว, ชนเหล่านั้น อาจจะใช้คืน หรือไม่อาจก็ตาม, ให้แก่ญาติและมิตรเหล่านั้นนั่นแหละ ควร. แม้คำว่า พึงนั่งเป็นสุข นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่า การนั่นในที่ ๆ เห็นแม่ผัวพ่อผัวและสามีแล้วต้องลุกขึ้น ไม่ควร. ส่วนคำว่า พึงบริโภคเป็นสุข นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่า การไม่บริโภคก่อนแม่ผัวพ่อผัวและสามี เลี้ยงดูท่านเหล่านั้น รู้สิ่งที่ท่านเหล่านั้นทุก ๆ คนได้แล้วหรือยังไม่ได้แล้วตนเองบริโภคทีหลัง จึงควร.

แม้คำว่า พึงนอนเป็นสุข นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความนี้ว่า ไม่พึงขึ้นที่นอน นอนก่อนแม่ผัวพ่อผัวและสามี, ควรทำวัตรปฏิบัติที่ ตนควรทำแก่ท่านเหล่านั้นแล้ว ตนเองนอนทีหลัง จึงควร. และคำว่า พึงบำเรอไฟ นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่า การเห็นทั้งแม่ผัวพ่อผัวทั้งสามี ให้เป็นเหมือนกองไฟและเหมือนพระยานาค จึงควร. แม้คำว่า พึงนอบน้อมเทวดาภายใน นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่า การเห็นผัวพ่อผัวและสามี ในเป็นเหมือนเทวดา จึงควร. เศรษฐีได้ฟังเนื้อความแห่งโอวาท ๑๐ ข้อนี้ อย่างนั้นแล้ว ไม่เห็นคำโต้เถียง ได้นั่งก้มหน้าแล้ว. ครั้งนั้น  กุฎุมพีทั้งหลาย ถามเศรษฐีนั้นว่า ท่านเศรษฐีโทษแม้อย่างอื่นแห่งธิดาของพวกข้าพเจ้ายังมีอยู่หรือ ? เศรษฐี. ไม่มีดอก ท่าน. กุฎมพี. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ท่านจึงให้ขับไล่ นางผู้ไม่มีความผิด ออกจากเรือน โดยไม่มีเหตุเล่า ?

[มิคารเศรษฐีขอโทษนางวิสาขา]

 เมื่อกุฎุมพีทั้งหลาย พูดอย่างนั้นแล้ว, นางวิสาขาได้พูดว่าพ่อทั้งหลาย การที่ดิฉันไปก่อนตามคำของพ่อผัว ไม่สมควรเลยก็จริง, แต่ในเวลาจะมา คุณพ่อของดิฉัน ได้มอบดิฉันไว้ในมือของพวกท่าน เพื่อต้องการชำระโทษของดิฉัน, ก็ความที่ดิฉันไม่มีโทษท่านทั้งหลายทราบแล้ว, บัดนี้ ดิฉันควรไปได้ ดังนี้แล้ว จึงสั่ง คนใช้หญิงชายทั้งหลายว่า พวกเจ้าจงให้ช่วยกันจัดแจงพาหนะ มี ยานเป็นต้น. ทีนั้น เศรษฐียึดกุฎุมพีเหล่านั้นไว้แล้วกล่าวกะนางว่า แม่ ฉันไม่รู้ พูดไปแล้ว, ยกโทษให้ฉันเถิด.

วิสาขา. คุณพ่อ ดิฉันยกโทษที่ควรยกให้แก่คุณพ่อได้โดยแท้, แต่ดิฉันเป็นธิดาของตระกูลผู้มีความเลื่อมใสอันไม่ง่อนแง่น ในพระพุทธศาสนา, พวกดิฉันเว้นภิกษุสงฆ์แล้ว เป็นอยู่ไม่ได้, หากดิฉันได้เพื่อบำรุงภิกษุสงฆ์ตามความพอใจของดิฉัน, ดิฉันจึงจักอยู่.

เศรษฐี. แม่ เจ้าจงบำรุงพวกสมณะของเจ้า ตามความชอบใจเถิด.

[มิคารเศรษฐีฟังธรรมของพระพุทธเจ้า]

 นางวิสาขา ให้คนไปทูลนิมนต์พระทศพลแล้วเชิญเสด็จให้เข้าไปสู่นิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น. ฝ่ายพวกสมณะเปลือย ได้ยินว่าพระศาสดาเสด็จไปยังเรือนของมิคารเศรษฐี จึงไปนั่งล้อมเรือนไว้. นางวิสาขาถวายน้ำทักษิโณทกแล้วส่งข่าวไปว่า ดิฉันตกแต่งเครื่องสักการะทั้งปวงไว้แล้ว, เชิญพ่อผัวของดิฉัน มาอังคาสพระทศพลเถิด. ครั้งนั้น  พวกอาชีวกห้ามมิคารเศรษฐีผู้อยากจะมาว่า คฤหบดี ท่านอย่าไปสู่สำนักของพระสมณโคดมเลย. เศรษฐี ส่งข่าวไปว่าสะใภ้ของฉัน จะอังคาสเองเถิด. นางอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว ได้ส่งข่าวไปอีกว่าเชิญพ่อผัวของดิฉัน มาฟังธรรมกถาเถิด. ทีนั้น พวกอาชีวกนั้นกล่าวกะเศรษฐีนั้นผู้คิดว่า ชื่อว่า การไม่ไปคราวนี้ ไม่สมควรอย่าง ยิ่งแล้วกำลังไป เพราะความที่ตนอยากฟังธรรมอีกว่า ถ้ากระนั้น ท่านเมื่อฟังธรรมของพระสมณโคดม จงนั่งฟังภายนอกม่าน ดังนี้แล้วจึงล่วงหน้าไปก่อนเศรษฐีนั้นแล้วก็กั้นม่านไว้. เศรษฐีไปนั่งภายนอกม่าน. พระศาสดาตรัสว่า ท่านจงนั่งนอกม่านก็ตาม ที่ฝาเรือนคนอื่นก็ตาม ฟากภูเขาหินโน้นก็ตาม ฟากจักรวาลโน้นก็ตาม, เราชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า ย่อมอาจจะให้ท่านได้ยินเสียงของเราได้ดังนี้แล้ว ทรงเริ่มอนุปุพพีกถาเพื่อแสดงธรรม ดุจจับต้นหว้าใหญ่สั่นและดุจยังฝน คือ อมตธรรมให้ตกอยู่. ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมอยู่ ชนผู้ยืนอยู่ข้างหน้าก็ตาม ข้างหลังก็ตาม อยู่เลยร้อยจักรวาล พันจักรวาลก็ตาม อยู่ในภพอกนิฏฐ์ก็ตาม ย่อมกล่าวกันว่า พระศาสดาย่อมทอดพระเนตรดูเราคนเดียว, ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดียว. แท้จริง พระศาสดาเป็นดุจทอดพระเนตรดูชนนั้น ๆ และเป็นดุจตรัสกับคนนั้น ๆ. นัยว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อุปมาดังพระจันทร์, ย่อมปรากฏเหมือนประทับยืนอยู่ตรงหน้าแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง เหมือนพระจันทร์ลอยอยู่แล้วในกลางหาว ย่อมปรากฏแก่ปวงสัตว์ว่า พระจันทร์อยู่บนศีรษะของเรา, พระจันทร์อยู่บนศีรษะของเรา ฉะนั้น. ได้ยินว่า นี้เป็นผลแห่งทานที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงตัดพระเศียรที่ประดับแล้ว ทรงควักพระเนตรที่หยอดดีแล้ว ทรง ชำแหละเนื้อหทัยแล้ว ทรงบริจาคโอรสเช่นกับพระชาลี ธิดาเช่นกับ นางกัณหาชินา ปชาบดีเช่นกับพระนางมัทรี ให้แล้ว เพื่อเป็นทาสของผู้อื่น.

[นางวิสาขาได้นามว่ามิคารมารดา]

 ฝ่ายมิคารเศรษฐี เมื่อพระตถาคตทรงเปลี่ยนแปลงยักย้ายธรรมเทศนาอยู่ นั่งอยู่ภายนอกม่านนั่นเอง ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผลอันประดับด้วยพันนัย ประกอบด้วยจลศรัทธา เป็นผู้หมดสงสัยในรัตนะ ๓ ยกชายม่านขึ้นแล้ว มาเอาปากอมถันหญิงสะใภ้ ตั้งนางไว้ในตำแหน่งมารดาด้วยคำว่า เจ้าจงเป็นมารดาของฉัน ตั้งแต่วันนี้ไป. จำเดิมแต่วันนั้น นางวิสาขาได้ชื่อว่ามิคารมารดาแล้ว, ภายหลังได้บุตรชาย จึงได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า มิคาระ. มหาเศรษฐี ปล่อยถันของหญิงสะใภ้แล้ว ไปหมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค นวดฟั้นพระบาทด้วยมือ และจุ๊บด้วยปาก และประกาศชื่อ ๓ ครั้งว่า ข้าพระองค์ชื่อมิคาระ พระเจ้าข้าดังนี้เป็นต้นแล้ว กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ทราบ ตลอดกาลเพียงเท่านี้ว่า ทานที่บุคคลให้แล้วในศาสนานี้ มีผลมาก, ข้าพระองค์ทราบผลแห่งทานในบัดนี้ ก็เพราะอาศัยหญิงสะใภ้ ของข้าพระองค์, ข้าพระองค์ เป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทุกข์ทั้งปวง, หญิงสะใภ้ของข้าพระองค์ เมื่อมาสู่เรือนนี้ ก็มาแล้ว เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถานี้ว่า :- ข้าพระองค์นั้น ย่อมรู้ทั่วถึงทานที่บุคคลให้แล้ว ในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมากในวันนี้, หญิงสะใภ้คนดีของข้าพระองค์มาสู่เรือน เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์หนอ. นางวิสาขา ทูลนิมนต์พระศาสดา แม้เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น. แม้ในวันรุ่งขึ้น แม่ผัวได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. จำเดิมแต่กาลนั้นเรือนหลังนั้น ได้เปิดประตูแล้วเพื่อพระศาสนา.

[มิคารเศรษฐีทำเครื่องประดับให้นางวิสาขา]

 ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า สะใภ้ของเรา มีอุปการะมาก, เราจักทำบรรณาการให้แก่นาง, เพราะเครื่องประดับของสะใภ้นั้นหนัก, ไม่อาจเพื่อประดับตลอดกาลเป็นนิตย์ได้, เราจักให้ช่างทำเครื่องประดับอย่างเบา ๆ แก่นาง ควรแก่การประดับในทุกอิริยาบถ ทั้งในกลางวันและกลางคืน ดังนี้แล้ว จึงให้ช่างทำเครื่องประดับ ชื่อฆนมัฏฐกะอันมีราคาแสนหนึ่ง, เมื่อเครื่องประดับนั้นเสร็จแล้ว, นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้ฉัน โดยความเคารพแล้ว ให้นางวิสาขาอาบน้ำด้วยหม้อน้ำหอม ๑๖ หม้อ ให้ยืนถวายบังคมพระศาสดาในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดาแล้ว. พระศาสดาทรงทำอนุโมทนาแล้ว เสด็จไปสู่วิหารตามเดิม.

[นางวิสาขามีกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก]

 จำเดิมแต่กาลนั้น แม้นางวิสาขา ทำบุญมีทานเป็นต้นอยู่ ได้พร ๘ ประการ จากสำนักพระศาสดา ปรากฏประหนึ่งจันทเลขา(วงจันทร์) ในกลางหาว ถึงความเจริญด้วยบุตรและธิดาแล้ว. ได้ ทราบมาว่า นางมีบุตร ๑๐ คน มีธิดา ๑๐ คน, บรรดาบุตร (ชายหญิง) เหล่านั้น คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุตรคนละ ๑๐ คน มีธิดาคนละ ๑๐ คน, บรรดาหลานเหล่านั้น คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุตรคนละ ๑๐ คน มีธิดาคนละ ๑๐ คน, จำนวนคน ได้มีตั้ง ๘, ๔๒๐ คน เป็นไปด้วยสามารถแห่งความสืบเนื่องแห่งบุตรหลานและเหลน ของนางวิสาขานั้น อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. นางวิสาขาเอง ก็ได้มีอายุ ๑๒๐ ปี. ชื่อว่าผมหงอกบนศีรษะแม้เส้นหนึ่ง ก็ไม่มี. นางได้เป็นประหนึ่งเด็กหญิงรุ่นอายุราว ๑๖ ปี เป็นนิตย์. ชนทั้งหลาย เห็นนางมีบุตรและหลานเป็นบริวารเดินไปวิหาร ย่อมถามกันว่า ในหญิงเหล่านี้ คนไหน นางวิสาขา ?. ชนผู้เห็นนางเดินไปอยู่ ย่อมคิดว่า บัดนี้ขอจงเดินไปหน่อยเถิด, แม้เจ้าของเราเดินไปอยู่เทียว ย่อมงาม. ชนที่เห็นนางยืน นั่ง นอน ก็ย่อมคิดว่า บัดนี้จงนอนหน่อยเถิด, แม่เจ้าของเรานอนแล้วแล ย่อมงาม. นางได้เป็นผู้อันใคร ๆ พูดไม่ได้ว่า ในอิริยาบถทั้ง ๔ นางย่อมไม่งามในอิริยาบถชื่อโน้น ด้วยประการฉะนี้. ก็นางวิสาขานั้น ย่อมทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก.

พระราชาทรงสดับว่า ได้ทราบว่า นางวิสาขา ทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก ในเวลานางไปวิหารฟังธรรมแล้วกลับมา มีพระประสงค์จะทดลองกำลัง จึงรับสั่งให้ปล่อยช้างไป. ช้างนั้นชูงวง ได้วิ่งรี่เข้าใส่นางวิสาขาแล้ว. หญิงบริวารของนาง ๕๐๐ บางพวกวิ่งหนีไป, บางพวกไม่ละนาง, เมื่อนางวิสาขาถามว่า อะไรกันนี่ ? จึงบอกว่า แม่เจ้า ได้ทราบว่า พระราชาทรงประสงค์จะทดลองกำลังแม่เจ้า จึงรับสั่งให้ปล่อยช้าง. นางวิสาขา คิดว่า ประโยชน์ อะไร ด้วยการเห็นช้างนี้แล้ววิ่งหนีไป, เราจักจับช้างนั้นอย่างไร หนอแล ? จึงคิดว่า ถ้าเราจับช้างนั้นอย่างมั่นคง, ช้างนั้นจะพึงฉิบหาย ดังนี้แล้ว จึงเอานิ้ว ๒ นิ้ว จับงวงแล้วผลักไป. ช้างไม่อาจทรงตัวอยู่ได้, ได้ซวนล้มลงที่พระลานหลวงแล้ว. มหาชนได้ให้สาธุการ. นางพร้อมกับบริวาร ได้กลับเรือนโดยสวัสดีแล้ว.

[นางวิสาขาลืมเครื่องประดับไว้ที่วิหาร]

 ก็โดยสมัยนั้นแล นางวิสาขามิคารมารดา มีบุตรมาก มีหลานมาก มีบุตรหาโรคมิได้ มีหลานหาโรคมิได้ สมมติกันว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง ในกรุงสาวัตถี. บรรดาบุตรหลายตั้งพัน มีจำนวนเท่านั้น แม้คนหนึ่ง ที่ชื่อว่า ถึงความตายในระหว่าง มิได้มีแล้ว. ในงานมหรสพที่เป็นมงคล ชาวกรุงสาวัตถี ย่อมอันเชิญนางวิสาขาให้บริโภคก่อน. ต่อมา ในวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อมหาชนแต่งตัวไปวิหารเพื่อฟังธรรม, แม้นางวิสาขา บริโภคในที่ที่เขาเชิญแล้ว ก็แต่งเครื่องมหาลดาปสาธน์ ไปวิหารกับด้วยมหาชน ได้เปลื้องเครื่องอาภรณ์ให้แก่หญิงคนใช้ไว้, ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวหมายเอาคำนี้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล ในกรุงสาวัตถี มีการมหรสพ, มนุษย์ทั้งหลายแต่งตัวแล้วไปวัด. แม้นางวิสาขามิคารมารดา ก็แต่งตัวไปวิหาร. ครั้งนั้นแล นางวิสาขามิคารมารดา เปลื้องเครื่องประดับผูกให้เป็นห่อที่ผ้าห่มแล้วได้ (ส่ง) ให้หญิงคนใช้ว่า นี่แน่ะ แม่เจ้าจงรับห่อนี่ไว้. ได้ยินว่า นางวิสาขานั้น เมื่อกำลังเดินไปวิหาร คิดว่า การ ที่เราสวมเครื่องประดับมีค่ามากเห็นปานนี้ไว้บนศีรษะแล้วประดับเครื่องอลังการจนถึงหลังเท้า เข้าไปสู่วิหาร ไม่ควร จึงเปลื้องเครื่องประดับนั้นออกห่อไว้แล้วได้ส่งให้ในมือหญิงคนใช้ ผู้ทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก ผู้เกิดด้วยบุญของตนเหมือนกัน. หญิงคนใช้นั้นคนเดียว ย่อมอาจเพื่อรับเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นได้, เพราะเหตุนั้น นางวิสาขา จึงกล่าวกะหญิงคนใช้นั้นว่า แม่ จงรับเครื่องประดับนี้ไว้, ฉันจักสวมมันในเวลากลับจากสำนักของพระศาสดา. ก็นางวิสาขา ครั้นให้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นแล้วจึงสวมเครื่องประดับชื่อฆนมัฏฐกะ ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา สดับธรรมแล้ว. ในที่สุดการสดับธรรม นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว. ฝ่ายหญิงคนใช้นั้นของนางลืมเครื่องประดับนั้นแล้ว. ก็เมื่อบริษัทฟังธรรมหลีกไปแล้ว, ถ้าใครลืมของอะไรไว้. พระอานนทเถระ ย่อมเก็บงำของนั้น. เพราะเหตุดังนี้ในวันนั้น ท่านเห็นเครื่องมหาลดาปสาธน์แล้ว จึงทูลแด่พระศาสดาว่า นางวิสาขา ลืมเครื่องประดับไว้ ไปแล้ว พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า จงเก็บไว้ในที่สุดข้างหนึ่งเถิด อานนท์. พระเถระยกเครื่องประดับนั้น เก็บคล้องไว้ที่ข้างบันได.

[นางวิสาขาตรวจบริเวณวัด]

 ฝ่ายนางวิสาขา เที่ยวเดินไปภายในวิหาร กับนางสุปปิยา ด้วยตั้งใจว่า จักรู้สิ่งที่ควรทำแก่ภิกษุอาคันตุกะภิกษุเตรียมตัวจะไปและ ภิกษุไข้เป็นต้น. ก็โดยปกติแล ภิกษุหนุ่มและสามเณร ผู้ต้องการ ด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำมันเป็นต้น เห็นอุบาสิกาเหล่านั้น ในภายในวิหารแล้ว ย่อมถือภาชนะมีถาดเป็นต้น เดินเข้าไปหา. ถึงในวันนั้นก็ทำแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน. ครั้งนั้น  นางสุปปิยา เห็นภิกษุไข้รูปหนึ่ง จึงถามว่า พระผู้เป็นเจ้าต้องการอะไร ? เมื่อภิกษุไข้รูปนั้น ตอบว่า ต้องการรสแห่งเนื้อ ๑ จึงตอบว่า ได้ พระผู้เป็นเจ้า, ดิฉันจักส่งไป ในวันที่ ๒ เมื่อไม่ได้เนื้อที่เป็นกัปปิยะ จึงทำกิจที่ควรทำด้วยเนื้อขาอ่อนของตน ด้วยความเลื่อมใสในพระศาสดา ก็กลับเป็นผู้มีสรีระตั้งอยู่ตามปกตินั่นแล. ฝ่ายนางวิสาขาตรวจดูภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้เป็นไข้แล้ว ก็ออกโดยประตูอื่น ยืนอยู่ที่อุปจารวิหารแล้วพูดว่า แม่ จงเอาเครื่องประดับมา, ฉันจักแต่ง. ในขณะนั้นหญิงคนใช้นั้น รู้ว่าตนลืมแล้วออกมา จึงตอบว่า ดิฉันลืม แม่เจ้า. นางวิสาขากล่าวว่า ถ้ากระนั้น จงไปเอามา, แต่ถ้าพระผู้เป็นเจ้าอานนทเถระของเรา ยกเก็บเอาไว้ในที่อื่น, เจ้าอย่าเอามา, ฉันบริจาคเครื่องประดับนั้น ถวายพระผู้เป็นเจ้านั่นแล. นัยว่า นางวิสาขานั้นย่อมรู้ว่า พระเถระย่อมเก็บสิ่งของที่พวกมนุษย์ลืมไว้, เพราะฉะนั้นจึงพูดอย่างนั้น.

[นางวิสาขาซื้อที่สร้างวิหารถวายสงฆ์]

 ฝ่ายพระเถระ พอเห็นนางคนใช้นั้น ก็ถามว่า เจ้ามาเพื่อประสงค์อะไร ? เมื่อหญิงคนใช้นั้นตอบว่า ดิฉันลืมเครื่องประดับของแม่เจ้าของดิฉัน จึงได้มา, จึงกล่าวว่า ฉันเก็บมันไว้ที่ข้าง๑. อรรถกถาแก้ว่า ปฏิจฺฉาทนีเยนาติ มสรเสน (น้ำเนื้อต้ม). บันไดนั้น, เจ้าจงเอาไป. หญิงคนใช้นั้นตอบว่า พระผู้เป็นเจ้า ห่อภัณฑะ ที่ท่านเอามือถูกแล้ว แม่เจ้าของดิฉัน สั่งมิให้นิเอาไปดังนี้แล้ว ก็มีมือเปล่ากลับไป ถูกนางวิสาขาถามว่า อะไร แม่ ?จึงบอกเนื้อความนั้น. นางวิสาขากล่าวว่า แม่ ฉันจักไม่ประดับเครื่องที่พระผู้เป็นเจ้าของฉันถูกต้องแล้ว, ฉันบริจาคแล้ว, แต่พระผู้เป็นเจ้ารักษาไว้ เป็นการลำบาก, ฉันจำหน่ายเครื่องปะดับนั้นแล้วจักน้อมนำสิ่งที่เป็นกัปปิยะไป, เจ้าจงไป เอาเครื่องประดับนั้นมา. หญิงคนใช้นั้นไปนำเอามาแล้ว. นางวิสาขา ไม่แต่งเครื่องประดับนั้น สั่งให้เรียกพวกช่างทองมาแล้วให้ตีราคา, เมื่อพวกช่างทองเหล่านั้นตอบว่า มีราคาถึง ๙ โกฏิ, แต่สำหรับค่ากำเหน็จต้องถึงแสน, จึงวางเครื่องประดับไว้บนยานแล้วกล่าวว่า ถ้ากระนั้น พวกท่านจงขายเครื่องประดับนั้น. ไม่มีใครจักอาจให้ทรัพย์จำนวนเท่านั้นรับไว้ได้, เพราะหญิงผู้สมควรประดับเครื่องประดับนั้น หาได้ยาก. แท้จริงหญิง ๓ คนเท่านั้น ในปฐพีมณฑล ได้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ คือ นางวิสาขามหาอุบาสิกา ๑, นางมัลลิกา ภรรยาของพันธุลมัลลเสนาบดี ๑, ลูกสาวของเศรษฐีกรุงพาราณสี ๑, เพราะฉะนั้น นางวิสาขา จึงให้ค่าเครื่องประดับนั้นเสียเองทีเดียวแล้วให้ขนทรัพย์ ๙ โกฏิ ๑ แสนขึ้นใส่เกวียน นำไปสู่วิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า พระเจ้าข้า พระอานนทเถระ ผู้เป็นเจ้าของหม่อมฉัน เอามือถูกต้องเครื่องประดับของหม่อมฉันแล้ว, จำเดิมแต่กาลที่ท่านถูกต้องแล้ว หม่อมฉันไม่อาจประดับได้, แต่หม่อมฉันให้ขายเครื่องประดับนั้น ด้วยคิดว่า จักจำหน่าย น้อมนำเอาสิ่งอันเป็นกัปปิยะมา ไม่เห็นผู้อื่นจะสามารถรับไว้ได้ จึงให้รับค่าเครื่องประดับนั้นเสียเองมาแล้ว, หม่อมฉันจะน้อมเข้าในปัจจัยไหน ในปัจจัย ๔ พระเจ้าข้า ? พระศาสดาตรัสว่า เธอควรจะทำที่อยู่เพื่อสงฆ์ ใกล้ประตูด้านปราจีนทิศเถิด วิสาขา. นางวิสาขา ทูลรับว่าสมควร พระเจ้าข้า มีใจเบิกบาน จึงเอาทรัพย์ ๙ โกฏิ ซื้อเฉพาะที่ดิน. นางเริ่มสร้างวิหาด้วยทรัพย์ ๙ โกฏิ นอกนี้.

[การสร้างวิหารของนางวิสาขา ๙ เดือนแล้ว]

 ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่งได้ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยสมบัติของเศรษฐีบุตรนามว่าภัททิยะผู้จุติจากเทวโลกแล้วเกิดในตระกูลเศรษฐีในภัททิยนคร ทรงทำภัตกิจในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังประตูด้านทิศอุดร. แม้ตามปกติ พระศาสดาทรงรับภิกษาในเรือนของนางวิสาขาแล้ว ก็เสด็จออกทางประตูด้านทักษิณ ประทับอยู่ในพระเชตวัน, ทรงรับภิกษาในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็เสด็จออกทางประตูด้านปราจีน ประทับอยู่ในบุพพาราม. ชนทั้งหลายเห็นพระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินมุ่งตรงประตูด้านทิศอุดรแล้ว ย่อมรู้ได้ว่า จักเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก. ในวันนั้น แม้นางวิสาขา พอทราบว่า พระศาสดาเสด็จดำเนิน บ่ายพระพักตร์ไปทางประตูด้านทิศอุดร จึงรีบไป ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ทรงประสงค์จะเสด็จดำเนินไปสู่ที่จาริกหรือ พระเจ้าข้า ?

พระศาสดา. อย่างนั้น วิสาขา.

วิสาขา. พระเจ้าข้า หม่อมฉันบริจาคทรัพย์จำนวนเท่านี้ ให้ สร้างวิหารถวายแด่พระองค์, โปรดเสด็จกลับเถิด พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. นี้ เป็นการไปยังไม่กลับ วิสาขา. นางวิสาขานั้น คิดว่า พระผู้มีพระภาค จะทรงเห็นใคร ๆผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ เป็นแน่. จึงกราบทูลว่า ถ้ากระนั้น ขอพระองค์โปรดรับสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เข้าใจการงานที่หม่อมฉันทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ กลับแล้วเสด็จเถิด พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. เธอพอใจ ภิกษุรูปใด, จงรับบาตรของภิกษุรูปนั้นเถิด วิสาขา. แม้นาง จะพึงในพระอานนทเถระก็จริง, แต่คิดว่า พระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นผู้มีฤทธิ์, การงานของเราจักพลันสำเร็จ ก็เพราะอาศัยพระเถระนั่น ดังนี้แล้ว จึงรับบาตรของพระเถระไว้. พระเถระแลดูพระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า โมคคัลลานะ เธอจงพาภิกษุบริวารของเธอ ๕๐๐ รูป กลับเถิด. ท่านได้ทำตามพระดำรัสนั้นแล้ว. ด้วยอานุภาพของท่าน พวกมนุษย์ผู้ไปเพื่อต้องการไม้และเพื่อต้องการหิน ระยะทางแม้ตั้ง ๕๐-๖๐ โยชน์ ก็ขนเอาไม้และหินมากมายมาทันในวันนั้นนั่นเอง, แม้ยกไม้และหินใส่เกวียนก็ไม่ลำบากเลย, เพลาเกวียนก็ไม่หัก, ต่อกาลไม่นานนัก พวกเขาก็สร้างปราสาท๒ ชั้นเสร็จ. ปราสาทนั้นได้เป็นปราสาทประดับด้วยห้องพันห้อง คือชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง, ชั้นบน ๕๐๐ ห้อง. พระศาสดาเสด็จดำเนินจาริก ไปโดย ๙ เดือนแล้ว ได้เสด็จ (กลับ) ไปสู่กรุงสาวัตถีอีก. แม้การงาน ในปราสาทของนางวิสาขา ก็สำเร็จโดย ๙ เดือนเหมือนกัน. นางให้สร้างยอดปราสาทอันจุน้ำได้ ๖๐ หม้อ ด้วยทองคำสีสุกที่บุเป็นแท่งนั่นแล. นางได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จไปยังเชตวันมหาวิหารจึงทำการต้อนรับนำพระศาสดาไปวิหารของตนแล้ว รับปฏิญญาว่าพระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดพาภิกษุสงฆ์ประทับอยู่ในวิหารนี้แหละตลอด ๔ เดือนนี้, หม่อมฉันจักทำการฉลองปราสาท. พระศาสดาทรงรับแล้ว.

[นางวิสาขาทำบุญฉลองวิหาร]

 จำเดิมแต่กาลนั้น นางวิสาขานั้น ย่อมถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานในวิหารนั่นแล. ครั้งนั้น  หญิงสหายคนหนึ่งของนาง ถือผ้าผืนหนึ่งราคา ๑, ๐๐๐ มาแล้วกล่าวว่า สหายฉันอยากจะลาดผ้าผืนนี้ โดยสังเขปว่าเครื่องลาดพื้นในปราสาทของท่าน, ขอท่านช่วยบอกที่ลาดแก่ฉัน. นางวิสาขากล่าวว่า สหายถ้าฉันจะบอดแก่ท่านว่า โอกาสไม่มี, ท่านก็จักสำคัญว่า ไม่ปรารถนาจะให้โอกาสแก่เรา, ท่านจงตรวจดูพื้นแห่งปราสาท ๒ ชั้น และห้องพันห้องแล้ว รู้ที่ลาดเอาเองเถิด หญิงสหายนั้น ถือผ้าราคา ๑, ๐๐๐เที่ยว (เดินตรวจ) ในที่นั้น ๆ ไม่เห็นผ้าที่มีราคาน้อยกว่าผ้าของตนนั้นแล้ว ก็ถึงความเสียใจว่า เราไม่ได้ส่วนบุญในปราสาทนี้ ได้ยืนร้องให้อยู่แล้วในที่แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น  พระอานนทเถระ เห็นหญิงนั้น จึงถามว่า ร้องไห้เพราะเหตุไร ? นางบอกเนื้อความนั้นแล้ว. พระเถระกล่าวว่า อย่าคิดเลย, เราจักบอกที่ลาดให้แก่ท่าน, กล่าวแล้วว่า ท่านจงลาดไว้ที่บันได ทำเป็นผ้าเช็ดเท้า, ภิกษุทั้งหลาย ล้างเท้าแล้ว เช็ดเท้าที่ผ่านนั้นก่อน จึงจักเข้าไปภายใน, เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลเป็นอันมากก็จักมีแก่ท่าน. ได้ยินว่า ที่นั่นเป็นสถานอันนางวิสาขามิได้กำหนดไว้. นางวิสาขาได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในภายในวิหาร ตลอด ๔ เดือน. ในวันสุดท้าย ได้ถวายผ้าสาฎกเพื่อทำจีวรแก่ภิกษุสงฆ์. ผ้าสาฎกเพื่อทำจีวร ที่ภิกษุใหม่ในสงฆ์ได้แล้ว ได้มีราคาพันหนึ่ง. นางได้ถวายเภสัชเต็มบาตรแก่ภิกษุทุกรูป. ในเพราะการบริจาคทาน ทรัพย์ได้ (หมดไป) ถึง ๙โกฏิ. นางวิสาขาบริจาคทรัพย์ในพระพุทธศาสนา ทั้งหมด ๒๗ โกฏิ คือ ในการซื้อพื้นที่แห่งวิหาร ๙ โกฏิ, ในการสร้างวิหาร ๙ โกฏิ, ในการฉลองวิหาร ๙ โกฏิ ด้วยประการฉะนี้. ชื่อว่าการบริจาคเห็นปานนี้ ย่อมไม่มีแก่หญิงอื่น ผู้ดำรงอยู่ในภาวะแห่งสตรีอยู่ในเรือนของคนผู้มิจฉาทิฏฐิ.

[นางวิสาขาเปล่งอุทานในวันฉลองวิหารเสร็จ]

 ในวันแห่งการฉลองวิหารเสร็จ เวลาบ่าย นางวิสาขานั้นอันบุตรหลายแวดล้อมแล้ว คิดว่า ความปรารถนาใด ๆ อันเราตั้งไว้แล้วในกาลก่อน, ความปรารถนานั้น ๆ ทั้งหมดเทียว ถึงที่สุดแล้ว. เดินเวียนรอบปราสาท เปล่งอุทานนี้ด้วยเสียงอันไพเราะด้วย ๕ คาถาว่า :- ความดำริของเราว่า เมื่อไร เราจักถวาย ปราสาทใหม่ ฉาบด้วยปูนขาวและดิน เป็น วิหารทาน ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ความดำริของ เราว่า เมื่อไร เราจักถวายเตียงตั่งฟูกและ หมอน เป็นเสนาสนภัณฑ์ ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ความดำริของเราว่า เมื่อไร เราจักถวาย สลากภัต ผสมด้วยเนื้ออันสะอาด เป็น โภชนทาน ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ความดำริ ของเราว่า เมื่อไร เราจักถวายผ้ากาสิกพัสตร์ ผ้าเปลือกไม้ และผ้าฝ้าย เป็นจีวรทาน ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ความดำริของเราว่า เมื่อไร เราจัดถวายเนยใส เนยข้น น้ำผึ้ง น้ำมัน และน้ำอ้อย เป็นเภสัชทาน ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินเสียงของนางแล้ว กราบทูลแด่พระศาสดาว่า พระเจ้าข้า ชื่อว่าการขับร้องของนางวิสาขา พวกข้าพระองค์ไม่เคยเห็น ในกาลนาน ประมาณเท่านี้, วันนี้ นางอันบุตรและหลานแวดล้อมแล้ว ขับเพลงเดินเวียนรอบปราสาท, ดีของนางกำเริบหรือหนอแล, หรือนางเสียจริตเสียแล้ว ? พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเราหาขับเพลงไม่, แต่อัชฌาศัยส่วนตัวของเธอเต็มเปี่ยมแล้ว, เธอดีใจว่า ความปรารถนาที่เราตั้งไว้ ถึงที่สุดแล้ว, จึงเดินเปล่งอุทาน, เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า ก็นางตั้งความปรารถนาไว้เมื่อไร พระเจ้าข้า, จึงตรัสว่า จักฟังหรือ ภิกษุทั้งหลาย. เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า จักฟัง พระเจ้าข้า, จึงทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสดังต่อไปนี้) :-

[บุรพประวัติของนางวิสาขา]

 ภิกษุทั้งหลาย ในที่สุดแสนกัปแต่นี้ไป พระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก. พระองค์ได้มีพระชนมายุแสนปี, มีภิกษุขีณาสพแสนหนึ่งเป็นบริวาร, นครชื่อหงสวดี, พระชนกเป็นพระราชา นามว่า สุนันทะ, พระชนนีเป็นพระเทวี นามว่า สุชาดา. อุบาสิกาผู้เป็นยอดอุปัฏฐายิกาของพระศาสดาพระองค์นั้นทูลขอพร ๘ ประการแล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมาดา บำรุงพระศาสดาด้วยปัจจัย ๔ ย่อมไปสู่ที่บำรุงทั้งเย็นและเช้า. หญิงสหายคนหนึ่งของอุบาสิกานั้น ย่อมไปวิหารกับอุบาสิกานั้นเป็นนิตย์. หญิงนั้น เห็นอุบาสิกานั้น พูดกับพระศาสดาด้วยความคุ้นเคย และเห็นความเป็นผู้สนิทสนมกับพระศาสดา คิดว่า เธอทำกรรมอะไรหนอแล จึงเป็นผู้สนิทสนมกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างนี้ ? ดังนี้แล้ว จึงทูลถามพระศาสดาว่า พระเจ้าข้า หญิงนี้ เป็นอะไรแก่พระองค์ ?

พระศาสดา. เป็นยอดแห่งหญิงผู้อุปัฏฐายิกา. หญิง. พระเจ้าข้า นางกระทำกรรมอะไร จึงเป็นยอดแห่งหญิงผู้อุปัฏฐายิกา ?

พระศาสดา. เธอตั้งความปรารถนาไว้ตลอดแสนกัป. หญิง. บัดนี้ หม่อมฉันปรารถนาแล้วอาจจะได้ไหม พระเจ้าข้า ?

พระศาสดา. จ้ะ อาจ. หญิงนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ถ้ากระนั้น ขอพระองค์กับภิกษุ ๑๐๐, ๐๐๐ รูป โปรดรับภิกษาของหม่อมฉันตลอด ๗ วันเถิด. พระศาสดาทรงรับแล้ว. หญิงนั้น ถวายทานครบ ๗ วัน ในวันที่สุด ได้ถวายผ้าสาฎกเพื่อทำจีวรแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา หมอบลงแทบบาทมูล ตั้งความปรารถนาว่า พระเจ้าข้า ด้วยผลแห่งทานนี้ หม่อมฉันปรารถนาความเป็นใหญ่ในเทวโลกเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งก็หาไม่, หม่อมฉันพึงได้พร ๘ ประการ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา เป็นยอดของอุบาสิกาผู้สามารถเพื่อบำรุงด้วยปัจจัย ๔. พระศาสดาทรงคำนึงความปรารถนาของหญิงนี้ จักสำเร็จหรือหนอ ? ทรงคำนึงถึงอนาคตกาล ตรวจดูตลอดแสนกัปแล้ว จึงตรัสว่า ในที่สุดแห่งแสนกัป พระพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม จัดทรงอุบัติขึ้น, ในกาลนั้น เธอจักเป็นอุบาสิกา ชื่อว่าวิสาขา ได้พร ๘ ประการในสำนักของพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา จักเป็นยอดแห่งหญิงผู้เป็นอุปัฏฐายิกา ผู้บำรุงด้วยปัจจัย ๔. สมบัตินั้น ได้เป็นประหนึ่งว่าอันนางจะพึงได้ในวันพรุ่งนี้ทีเดียว. นางทำบุญจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น เกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป เป็นพระธิดา พระนามว่าสังฆทาสี ผู้พระกนิฏฐาของบรรดาธิดา ๗ พระองค์ ของพระเจ้ากาสี พระนามว่ากิกิ ยังมิได้ไปสู่ตระกูลอื่น ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น กับด้วยเจ้าพี่หญิงเหล่านั้นตลอดกาลนาน, ได้ทำความปรารถนาไว้ แม้แทบบาทมูลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปว่า ในอนาคตกาล หม่อมฉัน พึงได้พร ๘ ประการ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา เป็นยอดแห่งอุบาสิกาผู้ถวายปัจจัย ๔. ก็จำเดิมแต่กาลนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในอัตภาพนี้ ได้เกิดเป็นธิดาของธนญชัยเศรษฐีผู้เป็นบุตรแห่งมณฑกเศรษฐี, ได้ทำบุญเป็นอันมากในศาสนาของเรา.

[สัตว์เกิดแล้วควรทำกุศลให้มาก]

 พระศาสดา(ครั้นทรงแสดงอดีตนิทานจบแล้ว) ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเราย่อมไม่ขับเพลง ด้วยประการฉะนี้แล, แต่เธอเห็นความสำเร็จ แห่งความปรารถนาที่ตั้งไว้ จึงเปล่งอุทาน. เมื่อจะทรงแสดงธรรมตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นายมาลาการผู้ฉลาด ทำกองดอกไม้ต่าง ๆ ให้เป็นกองโตแล้ว ย่อมทำพวงดอกไม้มีประการต่างๆ ได้ ฉันใด, จิตของนางวิสาขา ย่อมน้อมไปเพื่อทำกุศล มีประการต่าง ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:- นายมาลาการ พึงทำพวงดอกไม้ให้มากจาก กองดอกไม้ แม้ฉันใด, มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึง ตายเป็นสภาพ ควรทำกุศลไว้ให้มาก ฉันนั้น

[แก้อรรถ]

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุปฺผราสิมฺหา ได้แก่ จากกองแห่งดอกไม้มีประการต่าง ๆ.

บทว่า กยิรา แปลว่า พึงทำ.

สองบทว่า มาลาคุเณ พหู ความว่า ซึ่งมาลาวิกัติ หลายชนิด ต่างโดยชนิดมีดอกไม้ที่ร้อยขั้ว ข้างเดียวเป็นต้น.

บทว่า มจฺเจน ความว่า สัตว์ผู้ได้ชื่อว่า มจฺโจ เพราะความเป็นผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ควรทำกุศลต่างด้วยกุศลมีการถวายจีวรเป็นต้นไว้ให้มาก. ศัพท์คือ ปุปฺผราสิในพระคาถานั้น มีอันแสดงดอกไม้มากเป็นอรรถ. ก็ถ้าดอกไม้มีน้อย, และนายมาลาการฉลาด ก็ย่อมไม่อาจทำพวงดอกไม้ให้มากได้เลย, ส่วนนายมาลาการผู้ไม่ฉลาด เมื่อดอกไม้จะมีน้อยก็ตาม มากก็ตาม ย่อมไม่อาจโดยแท้, แต่เมื่อดอกไม้มีมาก, นายมาลาการผู้ฉลาด ขยัน เฉียบแหลม ย่อมทำพวงดอกไม้ให้มาก ฉันใด, ถ้าศรัทธาของคนบางคน มีน้อย, ส่วนโภคะมีมาก, ผู้นั้น ย่อมไม่อาจทำกุศลให้มากได้, ก็แล เมื่อศรัทธามีน้อยทั้งโภคะก็น้อย, เขาก็ย่อมไม่อาจ, ก็แล เมื่อศรัทธาโอฬาร แต่โภคะน้อย, เขาก็ย่อมไม่อาจเหมือนกัน, ก็แต่ เมื่อมีศรัทธาโอฬารและโภคะก็โอฬาร, เขาย่อมอาจทำกุศลให้มากได้ฉันนั้น, นางวิสาขาอุบาสิกา เป็นผู้เช่นนั้นแล, พระศาสดาทรงหมายนางวิสาขานั้นจึงตรัสคำเป็นพระคาถาดังนี้ว่า :- นายมาลาการ พึงทำพวงดอกไม้ให้มากจาก กองดอกไม้ แม้ฉันใด, มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ควรทำกุศลไว้ให้มาก ฉันนั้น.

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมาก ได้เป็นอริยบุคคล มีโสดาบันเป็นต้น, เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องนางวิสาขา จบ.


 

เผด็จเรื่องนางปติปูชิกา




๔. เรื่องนางปติปูชิกา [๓๖]

 [ข้อความเบื้องต้น]

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภหญิงชื่อปติปูชิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ปุปฺผานิเหว เป็นต้น. เรื่องตั้งขึ้นในดาวดึงสเทวโลก.

[เทพธิดาจุติแล้วเกิดในกรุงสาวัตถี]

 ได้ยินว่า เทพบุตรนามว่ามาลาภารี ในดาวดึงสเทวโลกนั้น มีนางอัปสรพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เข้าไปสู่สวน. เทพธิดา ๕๐๐ ขึ้นสู่ต้นไม้ ยังดอกไม้ให้ตกอยู่. เทพธิดา ๕๐๐ เก็บเอาดอกไม้ที่เทพ-ธิดาเหล่านั้นให้ตกแล้ว ประดับเทพบุตร. บรรดาเทพธิดาเหล่านั้นเทพธิดาองค์หนึ่ง จุติบนกิ่งไม้นั้นนั่นแล. สรีระดับไป ดุจเปลวประทีปนางถือปฏิสนธิในเรือนแห่งตระกูลหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี ในเวลาที่นางเกิดแล้ว เป็นหญิงระลึกชาติได้ ระลึกอยู่ว่า เราเป็นภริยาของมาลาภารีเทพบุตร ถึงความเจริญ กระทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ปรารถนาการเกิดเฉพาะในสำนักสามี. นางแม้ไปสู่ตระกูลอื่น ในเวลามีอายุ ๑๖ ปี ถวายสลากภัต ปักขิกภัตและวัสสาวาสิกภัตเป็นต้นแล้ว ย่อมกล่าวว่า ส่วนแห่งบุญนี้ จงเป็นปัจจัยเพื่อประโยชน์แก่อันบังเกิดในสำนักสามีของเรา. พระมหาฮั้ว ป. ธ. ๕. วัดบวรนิเวศวิหาร แปล.

[จุติจากมนุษยโลกแล้วไปเกิดในสวรรค์]

ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายทราบว่า นางนี้ ลุกขึ้นเสร็จสรรพแล้ว ย่อมปรารถนาผัวเท่านั้น จึงขนานนามของนางว่า ปติปูชิกา. แม้นางปติปูชิกานั้น ย่อมปฏิบัติโรงฉัน เข้าไปตั้งน้ำฉัน ปูอาสนะเป็นนิตย์. มนุษย์แม้พวกอื่น ใคร่เพื่อจะถวายสลากภัตเป็นต้น นำมามอบให้ด้วยคำว่า แม่ ท่านจงจัดแจงภัตแม้เหล่านี้ แก่ภิกษุสงฆ์. แม้นางเดินไปเดินมาอยู่โดยทำนองนั่น ได้กุศลธรรม ๕๖ ทุกย่างเท้านางตั้งครรภ์แล้ว. นางก็คลอดบุตร โดยกาลอันล่วงไป ๑๐ เดือน. ในกาลที่บุตรนั้นเดินได้ นางได้บุตรแม้อื่น ๆ รวม ๔ คน. ในวันหนึ่งนางถวายทาน ทำการบูชา ฟังธรรม รักษาสิกขาบท ในเวลาเป็นที่สุดแห่งวัน ก็ทำกาละด้วยโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งบังเกิดขึ้นในขณะนั้นแล้วบังเกิดในสำนักสามีเดิมของตน.

[อายุของมนุษย์ประมาณ ๑๐๐ ปี]

 ฝ่ายนางเทพธิดานอกนี้ กำลังประดับเทพบุตรอยู่นั่นเอง ตลอดกาลเท่านี้. เทพบุตรเห็นนางนั้นกล่าวว่า เธอหายหน้าไปตั้งแต่เช้า, เธอไปไหนมา ? เทพธิดา. ดิฉันจุติค่ะ นาย. เทพบุตร เธอพูดอะไร ? เทพธิดา. ข้อนั้นเป็นอย่างนี้ นาย. เทพบุตร. เธอเกิดแล้วในที่ไหน ? เทพธิดา. เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกรุงสาวัตถี. เทพบุตร. เธอดำรงอยู่ในกรงสาวัตถีนั้นสิ้นกาลเท่าไร ?

 เทพธิดา. ข้าแต่นาย ดิฉันออกจากท้องมารดา โดยกาลอันล่วงไป ๑๐ เดือน ในเวลาอายุ ๑๖ ปี ไปสู่ตระกูลผัว คลอดบุตร ๔ คนทำบุญมีทานเป็นต้น ปรารถนาถึงนาย มาบังเกิดแล้วในสำนักของนายตามเดิม. เทพบุตร. อายุของมนุษย์มีประมาณเท่าไร ? เทพธิดา. ประมาณ ๑๐๐ ปี. เทพบุตร. เท่านั้นเองหรือ ? เทพธิดา. ค่ะ นาย เทพบุตร. พวกมนุษย์ถือเอาอายุประมาณเท่านี้เกิดแล้ว เป็นผู้ประมาทเหมือนหลับ ยังกาลให้ล่วงไปหรือ ? หรือทำบุญมีทานเป็นต้น ? เทพธิดา. พูดอะไร นาย, พวกมนุษย์ประมาทเป็นนิตย์ ประหนึ่งถือเอาอายุตั้งอสงไขยเกิดแล้ว ประหนึ่งว่าไม่แก่ไม่ตาย. ความสังเวชเป็นอันมาก ได้เกิดขึ้นแก่มาลาภารีเทพบุตรว่าทราบว่า พวกมนุษย์ถือเอาอายุประมาณ ๑๐๐ ปีเกิดแล้ว ประมาทนอนหลับอยู่, เมื่อไรหนอ ? จึงจักพ้นจากทุกข์ได้.

[๑๐๐ ปีของมนุษย์เท่า ๑ วันในสวรรค์]

ก็ ๑๐๐ ปีของพวกเรา เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของพวกเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์, ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็นเดือนหนึ่ง, กำหนดด้วย ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็นปีหนึ่ง, ๑๐๐๐ ปีทิพย์ โดยปีนั้น เป็นประมาณอายุของเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์. ๑๐๐๐ ปีทิพย์นั้น โดยการนับในมนุษย์เป็น ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี. เพราะฉะนั้น แม้วันเดียวของเทพบุตรนั้น (ก็) ยังไม่ล่วงไปได้เป็นกาลเช่นครู่เดียวเท่านั้น. ขึ้นชื่อว่าความประมาท ของสัตว์ผู้มีอายุน้อย อย่างนี้ ไม่ควรอย่างยิ่งแล. ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุเข้ไปสู่บ้าน เห็นโรงฉันอันไม่ได้จัดอาสนะยังไม่ได้ปู น้ำฉันยังไม่ได้ตั้งไว้ จึงกล่าวว่า นางปติปูชิกาไปไหน ? ชาวบ้าน. ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักเห็นนาง ณ ที่ไหน ? วันวานนี้ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าฉันแล้ว (กลับ) ไป, นางตายในตอนเย็น. ภิกษุปุถุชนฟังคำนั้นแล้ว ระลึกถึงอุปการะของนางนั่น ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไว้ได้, ธรรมสังเวชได้เกิดแก่พระขีณาสพ. ภิกษุเหล่านั้นทำภัตกิจแล้ว ไปวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อปติปูชิกา ลุกขึ้นเสร็จสรรพแล้ว ทำบุญมีประการต่างๆ ปรารถนาถึงสามีเท่านั้น, บัดนี้ นาง ตายแล้ว (ไป)เกิด ณ ที่ไหน ?

พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย นางเกิดในสำนักสามีของตนนั่นแหละ.

ภิกษุ. ในสำนักสามี ไม่มี พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย นางปรารถนาถึงสามีนั่น ก็หามิได้, มาลาภารีเทพบุตร ในดาวดึงสพิภพ เป็นสามีของนาง, นางเคลื่อนจากที่ประดับดอกไม้ของสามีนั้นแล้ว ไปบังเกิดในสำนักสามีนั้นนั่นแลอีก.

ภิกษุ. ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ ? พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย.

ภิกษุ. น่าเวช ! ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อย (จริง) พระเจ้าข้าเช้าตรู่ นางอังคาสพวกข้าพระองค์ ตอนเย็น ตามด้วยพยาธิที่เกิดขึ้น.

พระศาสดา. อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อย (จริง), เหตุนั้นแล มัจจุผู้กระทำซึ่งที่สุด ยังสัตว์เหล่านี้ ซึ่งไม่อิ่ม ด้วยวัตถุกาม และกิเลสกามนั่นแล ให้เป็นไปในอำนาจของตนแล้ว ย่อมพาเอาสัตว์ที่คร่ำครวญ ร่ำไรไป ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :- มัจจุ ผู้ทำซึ่งที่สุด กระทำนระผู้มีใจข้องใน อารมณ์ต่าง ๆ เลือกเก็บดอกไม้อยู่เทียว ผู้ไม่ อิ่มในกามทั้งหลายนั่นแล สู่อำนาจ.

[แก้อรรถ]

 บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตความว่า ผู้มัวเลือกเก็บดอกไม้คือกามคุณทั้งหลาย อันเนื่องด้วยอัตภาพ และเนื่องด้วยเครื่องอุปกรณ์อยู่ เหมือนนายมาลาการ เลือกเก็บดอกไม้ต่างชนิดอยู่ในสวนดอกไม้ ฉะนั้น.

บาทพระคาถาว่า พฺยาสตฺตมนสนร ความว่า ผู้มีจิต ซ่านไปโดยอาการต่าง ๆ ในอารมณ์อันยังไม่ถึงแล้ว ด้วยสามารถ แห่งความปรารถนา ในอารมณ์ที่ถึงแล้ว ด้วยสามารถแห่งความยินดี.

บาทพระคาถาว่า อติตฺตเยว กาเมสุ ความว่า ผู้ไม่อิ่มในวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลายนั่นแล ด้วยการแสวงหาบ้าง ด้วยการได้เฉพาะบ้าง ด้วยการใช้สอยบ้าง ด้วยการเก็บไว้บ้าง.

บาทพระคาถาว่า อนฺตโก กุรุเต วส ความว่า มัจจุผู้ทำซึ่งที่สุด กล่าวคือมรณะ พานระผู้คร่ำครวญ ร่ำไร ไปอยู่ ให้ถึงอำนาจของตน.

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น, เทศนา มีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.

เรื่องนางปติปูชิกา จบ.

 

 

เผด็จเรื่องวิฑูฑภะ




๓. เรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ

 [ข้อความเบื้องต้น]

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ทรงปรารภพระเจ้าวิฑูฑภะ พร้อมทั้งบริษัท ซึ่งถูกห้วงน้ำท่วมทับให้สวรรคตแล้วตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ เป็นต้น. อนุปุพพีกถาในเรื่องนั้น ดังต่อไปนี้ :-

[สามพระกุมารไปศึกษาศิลปะในกรุงตักกสิลา]

 พระกุมาร ๓ พระองค์เหล่านี้ คือ พระราชโอรสของพระเจ้ามหาโกศล ในพระนครสาวัตถี พระนามว่าปเสนทิกุมาร, พระกุมารของเจ้าลิจฉวี ในพระนครเวลาสี พระนาว่ามหาลิ, โอรสของเจ้ามัลละ ในพระนครกุสินนารา พระนามว่าพันธุละ เสด็จไปนครตักกสิลาเพื่อเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มาพบกันที่ศาลานอกพระนคร ต่างก็ถามถึงเหตุที่มา ตระกูล และพระนามของกันและกันแล้ว เป็นพระสหายกัน ร่วมกันเข้าไปหาอาจารย์ต่อกาลไม่นานนัก (ก็) เรียนศิลปะสำเร็จ (จึง) กราบลาอาจารย์พร้อมกันเสด็จออก (จากกรุงตักกสิลา) ได้ไปสู่ที่อยู่ของตน ๆ.

[สามพระกุมารได้รับตำแหน่งต่างกัน]

 บรรดาพระกุมารทั้ง ๓ พระองค์นั้น ปเสนทิกุมาร ทรงแสดงศิลปะถวายพระชนก อันพระชนกทรงเลื่อมใสแล้ว (จึง) อภิเษกในราชสมบัติ. มหาลิกุมาร เพื่อจะทรงแสดงศิลปะแก่เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ก็ทรงแสดงด้วยความอุตสาหะมาก. พระเนตรของพระองค์ได้แตกไปแล้ว. พวกเจ้าลิจฉวีปรึกษากันว่า พุโธ่เอ๋ย อาจารย์ของพวกเรา ถึงความเสียพระเนตรแล้ว, พวกเราจะไม่ทอดทิ้งท่าน, จักบำรุงท่าน ดังนี้แล้ว จึงได้ถวายประตู๑ ด้านหนึ่ง ซึ่งเก็บส่วยได้วันละแสนแก่มหาลิกุมารนั้น. พระองค์ทรงอาศัยประตูนั้น ให้โอรสของเจ้าลิจฉวี ๕๐๐ องค์ ทรงศึกษาศิลปะ อยู่แล้ว. (ฝ่าย) พันธุลกุมาร เมื่อพวกตระกูลมัลลราชกล่าวว่า ขอพันธุลกุมารจงฟันไม้ไผ่เหล่านี้ ดังนี้แล้ว ได้กระโดยขึ้นไปยังอากาศ(สูง) ถึง ๘๐ ศอก เอาดาบฟันมัดไม้ไผ่ ๖๐ ลำ ที่พวกเจ้ามัลละเอาไม้ไผ่ ๖๐ ลำใส่ซี่เหล็กในท่ามกลางแล้ว ให้ยกขึ้นตั้งไว้ (ขากกระเด็น) ไปแล้ว, พันธุลกุมารนั้นได้ยินเสียงดัง กริก ของซี่เหล็กในมัดสุดท้าย (จึง) ถามว่า นี่อะไร ? ได้ยินว่าเขาเอาซึ่งเหล็กใส่ในไม้ไผ่ทุกมัดแล้ว จึงทิ้งดาบ ร้องให้พลางพูดว่า บรรดาญาติและเพื่อนของเราประมาณเท่านี้ แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผู้มีความสิเนหา(ในเรา) มิได้บอกเหตุนี้ (แก่เรา), ก็หากว่า เราพึงรู้ไซร้, พึงฟันไม่ได้เสียซึ่งเหล็กดังขึ้นเลยแล้วทูลแก่พระชนนีและพระชนกว่า หม่อมฉันจักฆ่าเจ้ามัลละเหล่านี้แม้ทั้งหมดแล้วครองราชสมบัติอันพระชนนีและพระชนกห้ามแล้ว โดยประการต่าง ๆ เป็นต้นว่าลูกเอ๋ย นี้ เป็นราชประเพณี, เจ้าไม่ได้เพื่อจะทำอย่างนั้น จึงทูลว่า ถ้ากระนั้น หม่อมฉันจักไปสู่สำนักเพื่อของหม่อมฉัน ดังนี้ ได้เสด็จไปเมืองสาวัตถีแล้ว. พระเจ้าปเสนทิทรงทราบการเสด็จมาของพันธุละนั้น ก็ทรงต้อนรับ เชิญให้เสด็จเข้าพระนครด้วยสักการะใหญ่แล้ว ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเสนาบดี. พันธุลเสนาบดีนั้น ให้เชิญพระชนนีและพระชนกมาพักอาศัยอยู่ในเมืองสาวัตถีนั้นนั่นแล.

[พระราชาทรงเลี้ยงภัตตาหารภิกษุเอง]

 ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาประทับยืนอยู่ปราสาทชั้นบน ทอดพระเนตรไปยังระหว่างถนน เห็นภิกษุหลายพันรูป ซึ่งไปเพื่อต้องการทำภัตกิจ ในคฤหาสน์ของท่านเหล่านี้ คือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จูฬอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา นางสุปปวาสา จึงตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหนกัน? เมื่อพวกราชบุรุษทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ภิกษุสองพันรูป ไปเพื่อประโยชน์แก่ภัตทั้งหลายมีนิจภัต สลากภัต และคิลานภัต เป็นต้น ในคฤหาสน์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทุก ๆ วัน, ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไปคฤหาสน์ของจูฬอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นนิตย์. ของนางวิสาขา (และ) นางสุปปวาสา ก็เช่นเดียวกัน ดังนี้แล้ว ทรงพระประสงค์จะบำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เองบ้าง จึงเสด็จไปวิหาร ทรงนิมนต์พระศาสดา พร้อมกับภิกษุพันรูป ถวายทานด้วยพระหัตถ์ (เอง) สิ้น ๗ วัน ในวันที่ ๗ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ พระองค์จงทรงรับภิกษาของพระองค์ พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นนิตย์เถิด.

พระศาสดา. มหาบพิตร ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่รับภิกษาประจำในที่แห่งเดียว, ประชาชนเป็นจำนวนมาก ย่อมหวังเฉพาะการมาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

พระราชา. ถ้ากระนั้น ขอพระองค์ โปรดส่งภิกษุรูปหนึ่งไปประจำเถิด. พระศาสดาได้ทรงทำให้เป็นภาระของพระอานนทเถระ.

[พระราชาทรงลืมจัดการเลี้ยงภิกษุถึง ๓ วัน]

 พระราชาไม่ทรงจัด (เจ้าหน้าที่) ไว้ว่า เมื่อภิกษุสงฆ์มาแล้วชื่อว่าชนเหล่านี้ รับบาตรแล้ว จงอังคาส ทรงอังคาสด้วยพระองค์เองเท่านั้นตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ทรงลืมไป จึงได้ทรงกระทำให้เนิ่นช้าแล้ว. ก็ธรรมดาในราชตระกูล ชนทั้งหลาย อันพระราชามิได้ทรงสั่งแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อปูอาสนะทั้งหลาย นิมนต์พวกภิกษุให้นั่งแล้วอังคาส. พวกภิกษุ (ก็) คิดกันว่า เราไม่อาจเพื่อยับยั้งอยู่ในที่นี้ได้ พากันหลีกไปเสียหลายรูป. แม้ในวันที่ ๒ พระราชา (ก็)ทรงลืมแล้ว. แม้ในวันที่ ๒ ภิกษุเป็นอันมาก (ก็) พากันหลีกไป. ถึงในวันที่ ๓ พระราชาก็ทรงลืม ในกาลนั้น เว้นพระอานนทเถระองค์เดียวเท่านั้น พวกภิกษุที่เหลือ พากันหลีกไป (หมด).

[คนมีบุญย่อมหนักในเหตุ]

ธรรมดาผู้มีบุญทั้งหลายย่อมเป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งเหตุจึงรักษาความเลื่อมใสแห่งตระกูลทั้งหลายไว้ได้. ก็สาวกของพระตถาคตแม้ทั้งหมดที่ถึงฐานันดร ตั้งต้นแต่ชนทั้ง ๘ เหล่านี้ คือ อัครสาวก๒ รูป คือ พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ, อัครสาวิกา ๒ รูปคือ นางเขมา นางอุบลวรรณา, บรรดาอุบาสกทั้งหลาย อุบาสกผู้เป็นอัครสาวก ๒ คน คือ จิตตคฤหบดี หัตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี, บรรดาอุบาสิกาทั้งหลาย อุบาสิกาผู้เป็นอัครสาวิกา ๒ คนคือ มารดาของนันทมาณพ ชื่อเวฬุกัณฏกี นางขุชชฺตรา, (ล้วน)มีบุญมาก สมบูรณ์ด้วยอภินิหาร เพราะความเป็นผู้บำเพ็ญบาร๑มี ๑๐โดยเอกเทศ.

[พระราชาเสด็จไปทราบทูลพระศาสดา]

 แม้พระอานนทเถระ มีบารมีอันบำเพ็ญแล้วตั้งแสนกัป สมบูรณ์ด้วยอภินิหาร มีบุญมาก เมื่อจะรักษาความเลื่อมใสของตระกูล จึงได้ยับยั้งอยู่ เพราะความที่ตนเป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ, พวกราชบุรุษนิมนต์ท่านรูปเดียวเท่านั้นให้นั่งแล้วอังคาส. พระราชาเสด็จมาในเวลาที่พวกภิกษุไปแล้ว ทอดพระเนตรเห็นขาทนียะและโภชนียะตั้งอยู่อย่างนั้นแหละ จึงตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมิได้มาหรือ ? ทรงสดับว่า พระอานนทเถระมารูปเดียวเท่านั้น พระเจ้าข้าทรงพิโรธภิกษุทั้งหลายว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ได้ทำการตัดขาด ต่อเราเพียงเท่านี้เป็นแน่ จึงเสด็จไปสำนักพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จัดแจงภิกษาไว้ เพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป, ทราบว่า พระอานนทเถระรูปเดียวเท่านั้นมา, ภิกษุที่หม่อมฉันจัดแจงแล้ว ตั้งอยู่อย่างนั้นนั่นเอง ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไม่กระทำความสำคัญในพระราชวังของหม่อมฉัน (เลย), จักมีเหตุอะไรหนอแล ?

[ตระกูลที่ภิกษุควรเข้าไปและไม่ควรเข้าไป]

 พระศาสดาไม่ตรัสโทษของพวกภิกษุตรัสว่า มหาบพิตรสาวกทั้งหลายของอาตมภาพ ไม่มีความคุ้นเคยกับพระองค์, เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจักไม่ไปแล้ว เมื่อจะทรงประกาศเหตุแห่งการไม่เข้าไป และเหตุแห่งการเข้าไปสู่ตระกูลทั้งหลาย ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสพระสูตร๑นี้ว่า :- ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ภิกษุยังไม่เข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้าไป, และครั้นเข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรนั่งใกล้, (ตระกูลที่ประกอบ) ด้วยองค์ ๙ เป็นไฉน ? (ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้, คือ เขาไม่ต้อนรับด้วยความพอใจ, ไม่อภิวาทด้วยความพอใจ, ไม่ให้อาสนะด้วยความพอใจ, ซ่อนของที่มีอยู่ของเขาไว้, เมื่อของมีอยู่มาก ก็ให้แต่น้อย, เมื่อมีของประณีต ก็ให้ของเศร้าหมอง, ให้โดยไม่เคารพ ไม่ให้โดยความเคารพ, ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม, เมื่อกล่าวธรรมอยู่เขาก็ไม่ยินดี. ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้แล ภิกษุยังไม่เข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้าไป และครั้นเข้าไปแล้วก็ไม่ควรนั่งใกล้. ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ภิกษุยังไม่เข้าไป ก็ควรเข้าไป และเมื่อเข้าไปแล้ว ก็ควรนั่งใกล้. (ตระกูลที่ประกอบ) ด้วงองค์ ๙ เป็นไฉน ? (ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้):- คือ เขาต้อนรับด้วยความพอใจ, อภิวาทด้วยความพอใจ, ให้อาสนะด้วยความพอใจ, ไม่ซ่อนของที่มีอยู่ของเขาไว้, เมื่อของมีมาก ก็ให้มาก, เมื่อมีของประณีตก็ให้ของประณีต, ให้โดยเคารพ ไม่ให้โดยไม่เคารพ, เข้าไปนั่งใกล้เพื่อฟังธรรม, เมื่อกล่าวธรรมอยู่ เขาก็ยินดี. ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้แล ภิกษุยังไม่เข้าไป ก็ควรเข้าไป และครั้นเข้าไปแล้ว ก็ควรนั้นใกล้.แล้วจึงตรัสว่า มหาบพิตร สาวกของอาตมภาพ เมื่อไม่ได้ความคุ้นเคยจากสำนักของพระองค์ จึงจักไม่ไป ด้วยประการฉะนี้แล, แท้จริง โบราณบัณฑิตทั้งหลาย แม้เขาบำรุงอยู่ด้วยความเคารพในที่ ๆ ไม่คุ้นเคย ถึงเวทนาแทบปางตาย ก็ได้ไปสู่ที่ของผู้คุ้นเคยกันเหมือนกัน, อันพระราชาทูลถามว่า ในกาลไร ? พระเจ้าข้าทรงนำอดีตนิทานมา (สาธกดังต่อไปนี้) :-

[เรื่องเกสวดาบส]

 ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระราชาทรงพระนามว่าเกสวะ ทรงสละราชสมบัติผนวชเป็นฤาษี. บุรุษ ๕๐๐ คน (ออก) บวชตามพระราชานั้น. ท้าวเธอได้พระนามว่าเกสวดาบส. อนึ่ง นายภูษามาลาของพระองค์ก็ได้ตามบวชเป็นอันเตวาสิกนามว่ากัปปกะ เกสวดาบสกับบริษัทอาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้น ๘ เดือน ในฤดูฝน เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว ไปถึงกรุงพาราณสีแล้ว เข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษุ, ลำดับนั้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นดาบสนั้น ทรงเลื่อมใส. ทรงรับปฏิญญาเพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในสำนักของพระองค์ตลอด ๔ เดือน(นิมนต์) ให้พักอยู่ในพระราชอุทยาน ย่อมเสด็จไปสู่ที่บำรุงพระดาบสนั้น ทั้งเย็นทั้งเช้า. พวกดาบสที่เหลือพักอยู่ ๒-๓ วัน รำคาญด้วยเสียงอึงคะนึงต่าง ๆ มีเสียงช้างเป็นต้น๑ จึงกล่าวว่า ท่านอาจารย์พวกกระผมรำคาญใจ, จะไปละ เกสวะ. จะไปไหนกัน ? พ่อ. อันเตวาสิก. ไปสู่หิมวันตประเทศ ท่านอาจารย์. เกสวะ. ในวันที่พวกเรามาทีเดียว พระเจ้าแผ่นดินทรงรับปฏิญญา เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในที่นี้ตลอด ๔ เดือน, พวกเธอจักไปเสียอย่างไรเล่า ? พ่อ.

 อันเตวาสิกกล่าวว่า ท่านอาจารย์ไม่บอกพวกกระผมเสียก่อนแล้วจึงถวายปฏิญญา, พวกกระผมไม่สามารถจะอยู่ในที่นี้ได้, จักอยู่ในที่ ๆ (พอ) ฟังความเป็นไปของท่านอาจารย์ได้ ซึ่งไม่ไกล จากที่นี้ ดังนี้ พากันไหว้พระอาจารย์แล้วหลีกไป. อาจารย์คงอยู่กับอันเตวาสิกชื่อกัปปกะ (เท่านั้น). พระราชาเสด็จมาสู่ที่บำรุง ตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหน ? เกสวดาบสทูลว่า มหาบพิตร พวกดาบสเหล่านั้นบอกว่าพวกกระผมรำคาญใจ ดังนี้แล้ว ก็ไปสู่หิมวันตประเทศ กาลต่อมาไม่นานนัก แม้กัปปาดาบส (ก็) รำคาญแล้ว แม้ถูกอาจารย์ห้ามอยู่บ่อย ๆ ก็กล่าวว่า ไม่อาจแล้วก็หลีกไป. แต่กัปปกดาบสนั้น ไม่ไปสำนักของพวกดาบสนอกนี้ คอยฟังข่าว ของอาจารย์อยู่ในที่ไม่ไกลนัก. ในกาลต่อมาเมื่ออาจารย์คิดถึงพวกอันเตวาสิก โรคในท้องก็เกิดขึ้น. พระราชารับสั่งให้แพทย์เยียวยา. โรคก็ไม่สงบได้. พระดาบสจึงทูลว่า มหาบพิตร พระองค์ทรงพระประสงค์จะให้โรคของอาตมภาพสงบหรือ ?

พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หากว่าข้าพเจ้าอาจ, ก็พึงทำความผาสุกแก่ท่าน เดี๋ยวนี้แหละ.

ดาบส. มหาบพิตร หากว่า พระองค์ทรงปรารถนาความสุขแก่อาตมภาพไซร้, โปรดส่งอาตมภาพไปสำนักพวกอันเตวาสิกเถิด. พระราชาทรงรับว่า ดีละ ขอรับแล้วให้ดาบสนั้นนอน บนเตียงน้อย ทรงส่งอำมาตย์ (ไป) ๔ นาย มีนารทอำมาตย์เป็นหัวหน้า ด้วยรับสั่งว่า พวกท่านทราบข่าวของพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว พึงส่งข่าวถึงเรานะ. กัปปกอันเตวาสิก ทราบว่าอาจารย์มา ก็ทำการต้อนรับ เมื่ออาจารย์กล่าวว่า พวกนอกนี้ไปอยู่ที่ไหนกัน ? จึงเรียนว่า ทราบว่าอยู่ที่โน้น. อันเตวาสิกแม้เหล่านั้น ทราบว่าอาจารย์มาแล้ว (มา) ประชุมกัน ณ ที่นั้นนั่นแล ถวายน้ำร้อนแล้ว ได้ถวายผลาผลแก่อาจารย์. โรคสงบแล้วในขณะนั้นเอง. พระดาบสนั้น มีวรรณะประดุจทองคำโดย ๒-๓ วันเท่านั้น. ลำดับนั้น นารทอำมาตย์ถาว่า :- ข้าแต่เกสีดาบสผู้มีโชค อย่างไรหนอ ท่านจึงละพระราชาผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ ผู้บันดาลสมบัติ น่าใคร่ทั้งสิ้นให้สำเร็จเสียแล้วยินดีในอาศรมของกัปปกดาบส.

ท่านตอบว่า :- คำไพเราะชวนให้รื่นรมย์มีอยู่, รุกขชาติเป็นที่เพลินใจมีอยู่, ดูก่อนนารทะ คำที่กัปปกะกล่าวดีแล้วย่อมให้เรายินดีได้.

นารทอำมาตย์ถามว่า ท่านบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลี อันจืดด้วย เนื้อดี ๆแล้ว, ข้าวฟ่างและลูกเดือย ซึ่งหารส เค็มมิได้ จะทำให้ท่านยินดีได้อย่างไร ?

ท่านตอบว่า ผู้คุ้นเคยกันบริโภคอาหารไม่อร่อยหรืออร่อย น้อยหรือมากในที่ใด, (อาหารที่บริโภคในที่นั้น ก็ให้สำเร็จประโยชน์ได้) เพราะว่า รสทั้งหลาย มีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง.

[พระศาสดาทรงย่อชาดก]

 พระศาสดาครั้นทรงทำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดกตรัสว่า พระราชา ในครั้งนั้น  ได้เป็นโมคคัลลานะ, นารทอำมาตย์ ได้เป็นสารีบุตร, อันเตวาสิกชื่อกัปปกะ ได้เป็นอานนท์, เกสวดาบส เป็นเราเอง ดังนี้แล้วตรัสว่า อย่างนั้น มหาบพิตรบัณฑิตในปางก่อน ถึงเวทนาปางตาย ได้ไปสู่ที่คนมีความคุ้นเคยกันแล้ว, สาวกทั้งหลายของอาตมภาพ ชะรอยจะไม่ได้ความคุ้นเคยในสำนักของพระองค์.

[พระราชาทรงส่งสาสน์ไปขอธิดาเจ้าศากยะ]

 พระราชาทรงดำริว่า เราควรจะทำความคุ้นเคยกับภิกษุสงฆ์, เราจักทำอย่างไรหนอ ? ดังนี้แล้ว ทรงดำริ (อีก)ว่า ควรทำพระธิดาแห่งพระญาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไว้ในพระราชมนเทียร, เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกภิกษุหนุ่มและพวกสามเณร (ก็จะ) คุ้นเคยแล้วมายังสำนักของเราเป็นนิตย์ ด้วยคิดว่า พระราชเป็นพระญาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้ (จึง) ส่งพระราชสาสน์ไปสำนักเจ้าศากยะทั้งหลายว่า ขอเจ้าศากยะทั้งหลาย จงประทานพระธิดาคนหนึ่งแก่หม่อมฉัน,แล้วรับสั่งบังคับทูตทั้งหลายว่า พวกท่านพึงถามว่า เป็นพระธิดาแห่งเจ้าศากยะองค์ไหน ?แล้ว (จึง)มา.

[เจ้าศากยะให้ธิดานางทาสีแก่พระเจ้าปเสนทิ]

 พวกทูตไปแล้ว ทูลขอเจ้าหญิง (คนหนึ่ง) กะเจ้าศากยะทั้งหลาย. เจ้าศากยะเหล่านั้นประชุมกันแล้ว ทรงดำริว่า พระราชาเป็นฝักฝ่ายอื่น, ผิว่า พวกเราจักไม่ให้ไซร้, ท้าวเธอจักทำให้เราฉิบหาย, ก็ (เมื่อว่า) โดยสกุล ท้าวเธอไม่เสมอกับเราเลย, พวกเราควรทำอย่างไรกันดี ? ท้าวมหานามตรัสว่า ธิดาของหม่อมฉัน ชื่อวาสภขัตติยาเกิดในท้องของนางทาสี ถึงความเป็นผู้มีรูปงามเลิศมีอยู่, พวกเราจักให้นางนั้น ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งกะพวกทูตว่า ดีละ พวกเราจักถวายเจ้าหญิงแด่พระราชา.

ทูต. เป็นพระธิดาของเจ้าศากยะองค์ไหน ? เจ้าศากยะ. เป็นพระธิดาของท้าวมหานามศากยราช ผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าอาว์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อวาสภขัตติยา. ทูตเหล่านั้นไปกราบทูลแด่พระราชา (ของตน). พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีละ, พวกเธอจงรีบนำมาเถิด, ก็ธรรมดาพวกกษัตริย์มีเล่ห์กลมาก (จะ) พึงส่งแม้ลูกสาวของนางทาสีมา (ก็อาจเป็นได้), พวกท่านจงนำธิดาผู้เสวยอยู่ในภาชนะเดียวกันกับพระบิดามา ดังนี้แล้ว ทรงส่งทูตทั้งหลายไป. พวกเขาไปแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ พระราชาทรงปรารถนาพระธิดาผู้เสวยร่วมกับพระองค์. ท้าวมหานามรับสั่งว่าได้ซิ พ่อ (จึง) ให้ตกแต่งนาง ในเวลาเสวยของพระองค์รับสั่งให้เรียกนางมาแสดงอาการ (ประหนึ่ง) ร่วมเสวยกับนางแล้วมอบแต่ทูตทั้งหลาย. พวกเขาพานางไปยังเมืองสาวัตถีแล้ว กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา. พระราชาทรงพอพระทัย ตั้งให้นางเป็นใหญ่กว่าสตรี ๕๐๐ คนอภิเษกไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. ต่อกาลไม่ช้านัก นาง (ก็) ประสูติพระโอรส มีวรรณะเหมือนทองคำ. ต่อมาในวันขนานพระนามพระโอรสนั้น พระราชาทรงส่งพระราชสาส์นไปสำนักพระอัยยิกาว่าพระนางวาสภขัตติยา พระธิดาแห่งศากยราช ประสูติพระโอรสแล้ว, จะทรงขนานพระนามพระกุมารนั้นว่าอย่างไร ? ฝ่ายอำมาตย์ผู้รับพระราชสาส์นนั้นไป ค่อนข้างหูตึง. เขาไปแล้ว ก็กราบทูลแก่พระอัยยิกาของพระราชา.

[พระกุมารได้พระนามว่าวิฑูฑภะ]

 พระอัยยิกานั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้วตรัสว่า พระนางวาสภขัตติยา แม้ไม่ประสูติพระโอรส ก็ได้ครอบครองชนทั้งหมด, ก็บัดนี้นางจักเป็นที่โปรดปรานยิ่งของพระราชา. อำมาตย์หูตึงฟังคำว่า วัลลภา ไม่ค่อยชัด เข้าใจว่า วิฑูฑภะ ครั้นเข้าเฝ้าพระราชาแล้ว ก็กราบทูลว่า ขอเดชะขอพระองค์จงทรงขนานพระนามพระกุมารว่า วิฑูฑภะ เถิด. พระราชาทรงดำริว่า คำว่า วิฑูฑภะ จักเป็นชื่อประจำตระกูลเก่าแก่ของเรา จึงได้ทรงขนานพระนามว่า วิฑูฑภะ.

[วิฑูฑภะเสด็จเยี่ยมศากยสกุล]

 ต่อมา พระราชาได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่วิฑูฑภ-กุมารนั้น ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์นั่นแล ด้วยตั้งพระทัยว่า จะกระทำให้เป็นที่โปรดปรานของพระศาสดา. วิฑูฑภกุมารนั้น ทรงเจริญด้วยเครื่องบำรุงสำหรับกุมาร ในเวลามีพระชนม์ ๗ ขวบ ทรงเห็นของเล่นต่าง ๆ มีรูปช้างและรูปม้าเป็นต้น ของกุมารเหล่าอื่น อันบุคคลนำมาจากตระกูลยาย จึงถามพระมารดาว่า เจ้าแม่ ใคร ๆ เขาก็นำบรรณาการมาจากตระกูลยายเพื่อพวกกุมารเหล่าอื่น, พระญาติไร ๆ ย่อมไม่ส่งบรรณาการไร ๆมาเพื่อหม่อมฉัน (บ้างเลย), เจ้าแม่ไม่มีพระชนนีพระชนกหรือ ? ทีนั้น พระมารดาจึงลวงโอรสนั้นว่า พ่อ เจ้าศากยะเป็นยายของเจ้ามีอยู่, แต่อยู่ไกล, เหตุนั้น พวกท่าน (จึง) มิได้ส่งเครื่องบรรณาการไร ๆ มาเพื่อเจ้า. ในเวลามีพระชันษาครบ ๑๖ ปี พระกุมารจึงทูลพระมารดาอีกว่า เจ้าแม่ หม่อมฉันใคร่จะเยี่ยมตระกูลพระเจ้ายาย แม้ถูก พระมารดาห้ามอยู่ว่า อย่าเลย ลูกเอ๋ย, ลูกจักไปทำอะไรในที่นั้น ก็ยังอ้อนวอนร่ำไป. ทีนั้น พระมารดา ของพระกุมาร ก็ยอมว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถิด.

[พวกศากยะต้อนรับวิฑูฑภะ]

 พระกุมารกราบทูลพระราชบิดาแล้ว เสด็จออกไปพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก. พระนางสภขัตติยาทรงส่งจดหมายล่วงหน้าไปก่อนว่า หม่อมฉันอยู่ในที่นี้สบายดี, พระญาติทั้งหลายอย่าแสดงโทษไร ๆ ของพระสวามีแก่พระกุมารนั้นเลย. เจ้าศากยะทรงทราบว่าวิฑูฑภกุมารเสด็จมา ทรงปรึกษากันว่า พวกเราไม่อาจไหว้ (วิฑูฑภกุมาร) ได้ จึงส่งพระกุมารทั้งหลายที่เด็ก ๆ กว่าวิฑูฑภะนั้นไปยังชนบทเสีย, เมื่อวิฑูฑภกุมารนั้นเสด็จถึงกบิลพัสดุ์บุรี, ก็ประชุมกันในท้องพระโรง. วิฑูฑภกุมารได้เสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่นั้น. ลำดับนั้น พวกเจ้าศากยะกล่าวกะพระกุมารนั้นว่า พ่อ ผู้นี้เป็นพระเจ้าตาของพ่อ, ผู้นี้เป็นพระเจ้าลุง. วิฑูฑภกุมารนั้น เที่ยวไหว้เจ้าศากยะทั้งหมด มิได้เห็นเจ้าศากยะแม้องค์หนึ่งไหว้ตน (จึง)ทูลถามว่า ทำไมหนอ จึงไม่มีเจ้าศากยะทั้งหลายไหว้หม่อมฉันบ้าง ? พวกเจ้าศากยะตรัสว่า พ่อ กุมารที่เป็นน้อง ๆ ของพ่อ เสด็จไปชนบท (เสียหมด)แล้วทรงทำสักการะใหญ่แก่พระกุมารนั้น. พระองค์ประทับอยู่สิ้น ๒-๓ วัน (ก็) เสด็จออกจากพระนคร ด้วยบริวารเป็นอันมาก.

[วิฑูฑภะกลับสู่เมืองของตน]

 ลำดับนั้น นางทาสีคนหนึ่งแช่งด่าว่า นี้เป็นแผ่นกระดานที่บุตรของนางทาสีชื่อวาสภขัตติยานั่ง ดังนี้แล้ว ล้างแผ่นกระดานที่พระกุมารนั้นนั่งในท้องพระโรง ด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนม. มหาดเล็กคนหนึ่ง ลืมอาวุธของตนไว้ กลับไปเอาอาวุธนั้น ได้ยินเสียงด่าวิฑูฑภกุมาร จึงถามโทษนั้น ทราบว่า นางวาสภขัตตยา เกิดในท้องของนางทาสีของท้าวมหานามศากยะ (จึง) บอกกล่าวแก่พวกพล. ได้มีการอื้อฉาวกันอย่างขนานใหญ่ว่า ได้ยินว่า พระนางวาสภขัตติยา เป็นธิดาของนางทาสี.

[วิฑูฑภะทรงอาฆาตพวกเจ้าศากยะ]

 เจ้าวิฑูฑภะทรงสดับคำนั้น ตั้งพระหฤทัยไว้ว่า เจ้าศากยะเหล่านั้น จงล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนมก่อน, แต่ในกาลที่เราดำรงราชสมบัติแล้ว เราจักเอาเลือดในลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั้น ล้างแผ่นกระดานที่เรานั่ง เมื่อพระองค์เสด็จยาตราถึงกรุงสาวัตถี, พวกอำมาตย์ก็กราบทูลเรื่องทั้งหมอแด่พระราชา. พระราชาทรงพิโรธเจ้าศากยะว่า ได้ให้ธิดานางทาสีแก่เราจึงรับสั่งให้ริบเครื่องบริหารที่พระราชทานแก่พระนางวาสภขัตติยาและพระโอรส, ให้พระราชทานเพียงสิ่งของอันผู้เป็นทาสและทาสีพึงได้ เท่านั้น. ต่อมา โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน พระศาสดาเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ประทับนั่งแล้ว. พระราชาเสด็จมาถวายบังคมแล้วทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข่าวลือว่า พวกพระญาติของพระองค์ประทานธิดาแห่งนางทาสีแก่หม่อมฉัน, เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงริบเครื่องบริหารของนางวาสภขัตติยานั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ ๆ เพียงสิ่งของอันผู้เป็นทาสและทาสีควรได้เท่านั้น. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พวกเจ้าศากยะทำกรรมไม่สมควร, ธรรมดา เมื่อจะให้ ก็ควรให้พระธิดาที่มีชาติเสมอกัน มหาบพิตร ก็อาตมภาพขอทูลพระองค์ว่า พระนางวาสภขัตติยาเป็นพระธิดาของขัตติยราช ได้อภิเษกในพระราชมนเทียรของขัตติยราช, ฝ่ายวิฑูฑภกุมาร (ก็) ทรงอาศัยขัตติยราชนั่นแลประสูติแล้ว, ธรรมดาว่า โคตรฝ่ายมารดาจักทำอะไร (ได้), โคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ ดังนี้แล้วตรัสว่า โบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้พระราชทานตำแหน่งอัครมเหสี แก่หญิงผู้ยากจนชื่อกัฏฐหาริกา๑, และพระกุมารที่เกิดในท้องของนางนั้น (ก็) ถึงความเป็นพระราชาในพระนครพาราณสี (อันกว้างใหญ่ไพศาล) ถึง ๑๒ โยชน์ ทรงพระนามว่า กัฏฐวาหนราชาแล้วตรัสกัฏฐหาริยชาดก. พระราชาทรงสดับธรรมกถา ทรงยินดีว่า ทราบว่า โคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ จึงรับสั่งให้พระราชทานเครื่องบริหารเช่นเคยนั่นแล แก่มาดาและบุตร.

[พันธุละพาภรรยาผู้แพ้ท้องอาบน้ำ]

 ภรรยาแม้ของพันธุลเสนาบดีแล ชื่อมัลลิกา ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้ามัลละ ในกุสินารานคร ไม่คลอดบุตรสิ้นกาลนาน. ต่อมา พันธุเสนาบดีส่งนางไปว่า เจ้าจงไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตนเสียเถิด. นางคิดว่า เราจักเฝ้าพระศาสดาแล้ว (จึง) ไป (จึง) เข้าไปยังพระเชตวัน ยืนถวายบังคมพระตถาคต อันพระตถาคตตรัสถามว่า เธอจะไป ณ ที่ไหน ? กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามีส่งหม่อมฉันไปสู่เรือนแห่งตระกูล.

พระศาสดา. เพราะเหตุไร ? นาง. นัยว่า หม่อมฉันเป็นหมัน ไม่มีบุตร.

พระศาสดา. ถ้าอย่างนั้น, กิจคือการไปไม่มี, จงกลับเสียเถิด. นางดีใจ ถวายบังคมพระศาสดา กลับไปสู่นิเวศน์ เมื่อสามีถามว่า กลับมาทำไม ? (ก็) ตอบว่า พระทศพลให้ฉันกลับ. พันธุละคิดว่า พระทศพลผู้ทรงเห็นการณ์ไกล จักเห็นเหตุ (นี้)จึงรับไว้. ต่อมาไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ เกิดแพ้ท้อง บอกว่าความแพ้ท้องเกิดแก่ฉันแล้ว.

พันธุละ. แพ้ท้องอะไร ?

นาง. นาย ฉันใคร่จะลงอาบแล้วดื่มน้ำควรดื่มในสระโบกขรณี อันเป็นมงคลในงานอภิเษกแห่งคณะราชตระกูล ในนครไพศาลี. พันธุละกล่าวว่า ดีละแล้วถือธนูอันบุคคลพึงโก่งด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษพันหนึ่ง อุ้มนางขึ้นรถ ออกจากเมื่อสาวัตถี ขับรถเข้าไปสู่เมืองไพศาลี โดยประตูที่เจ้าลิจฉวีให้แก่มหาลิลิจฉวี. ก็ที่อยู่อาศัยของเจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ มีอยู่ ณ ทีใกล้ประตูนั่นแล. พอท่านได้ยินเสียงรถกระทบธรณีประตู (ก็) รู้ว่า เสียงรถของพันธุละ จึงกล่าวว่า วันนี้ ภัยจะเกิดแก่พวกเจ้าลิจฉวี. การอารักขาสระโบกขรณี แข็งแรงทั้งภายในและภายนอก, เบื้องบนเขาขึงข่ายโลหะ, แม้นก ก็ไม่มีโอกาส. ฝ่ายพันธุลเสนาบดี ลงจากรถ เฆี่ยนพวกมนุษย์ผู้รักษาด้วยหวาย ให้หลบหนีไป (แล้ว) ตัดข่ายโลหะ ให้ภริยาอาบแล้ว แม้ตนเองก็อาบในภายในสระโบกขรณีแล้ว อุ้มนางขึ้นรถอีก ออกจากพระนคร ขับ (รถ) ไปโดยทางที่มาแล้วนั่นแล.

[พวกเจ้าลิจฉวีติดตาม]

 พวกเจ้าหน้าที่ผู้รักษา ทูลเรื่องแก่พวกเจ้าลิจฉวี. พวกเจ้าลิจฉวีกริ้ว เสด็จขึ้นรถ ๕๐๐ คัน (ขับ) ออกไปด้วยเจตนาว่า จักจับเจ้ามัลละชื่อพันธุละ. ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่เจ้ามหาลิ. เจ้ามหาลิตรัสว่า พวกท่านอย่าเสด็จไป, เพราะเจ้าพันธุละนั้นจักฆ่าพวกท่านทั้งหมด. แม้เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็ยังตรัสว่า พวกข้าพเจ้าจักไปให้ได้. เจ้ามหาลิตรัสว่า ถ้ากระนั้น พวกท่านทรงเห็นที่ ๆ ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดินจนถึงดุมแล้ว (ก็) พึงเสด็จกลับ, เมื่อไม่กลับแต่นั้น จักได้ยินเสียงราวกับสายอสนีบาตข้างหน้า, พึง เสด็จกลับจากที่นั้น, เมื่อไม่กลับแต่นั้น จักเห็นช่องในแอกรถของพวกท่าน, พึงกลับแต่ที่นั้นทีเดียว, อย่า (ได้) เสด็จไปข้างหน้า(เป็นอันขาด). เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่เสด็จกลับตามคำของเจ้ามหาลิ พากันติดตามพันธุละเรื่อยไป. นางมัลลิกาเห็นแล้ว (จึง)กล่าวว่า นายรถทั้งหลายย่อมปรากฏ. พันธุละกล่าวว่า ถ้ากระนั้น ในเวลารถปรากฏเป็นคันเดียวกันทีเดียว เจ้าพึงบอก. ในกาลเมื่อรถทั้งหมดปรากฏดุจเป็นคันเดียวกัน นางจึงบอกว่านาย งอนรถปรากฏเป็นคันเดียวกันทีเดียว. พันธุละกล่าวว่า ถ้ากระนั้น เจ้าจงจับเชือกเหล่านี้แล้วให้เชือกแก่นาง ยืนตรงอยู่บนรถ โก่งธนูขึ้น. ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดินถึงดุม. เจ้าลิจฉวีทรงเห็นที่นั้นแล้ว(ก็) ยังไม่เสด็จกลับ. เจ้าพันธุละนอกนี้ ไปได้หน่อยหนึ่ง ก็ดีดสาย(ธนู). เสียงสายธนูนั้น ได้เป็นประหนึ่งอสนีบาต. เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น (ก็) ยังไม่เสด็จกลับแม้จากที่นั้น, ยัง (ขืน) เสด็จติดตามไปอยู่นั่นแล.

[อำนาจลูกศรของพันธุละ]

 พันธุละยืนอยู่บนรถนั่นแล ยินลูกศรไปลูกหนึ่ง. ลูกศรนั้น ทำงอนรถ ๕๐๐ คันให้เป็นช่องแล้ว แทงทะลุพระราชา ๕๐๐ ในที่ผูก เกราะแล้วจมลงไปในแผ่นดิน. เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่รู้ว่าตนถูกลูกศรแทงแล้วตรัสว่า เฮ้ยหยุดก่อน, เฮ้ย หยุดก่อน ยัง (ขืน) เสด็จติดตามไปนั่นแล. พันธุลเสนาบดีหยุดรถแล้วกล่าวว่า พวกท่านเป็นคนตาย, ชื่อว่าการรบของข้าพเจ้ากับคนตายทั้งหลาย ย่อมไม่มี. เจ้าลิจฉวี. ชื่อว่าคนตาย ไม่เหมือนเรา. พันธุละ. ถ้ากระนั้น พวกท่านจงแก้เกราะของคนหลังทั้งหมดดู. พวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นให้แก้แล้ว. เจ้าลิจฉวีองค์นั้น ล้มลงสิ้นชีพิตักษัยในขณะแก้เกราะออกแล้วนั่นเอง. ทีนั้น พันธุละจึงกล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า พวกท่านแม้ทั้งหมดก็เหมือนกัน, เสด็จไปเรือนของตน ๆแล้ว จงจัดสิ่งที่ควรจัด พร่ำสอนลูกเมียแล้ว (จึงค่อย) แก้เกราะออก. เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น กระทำอย่างนั้นทุก ๆ องค์ ถึงชีพิตักษัยแล้ว.

[พันธุละมีบุตร ๓๒ คน]

 ฝ่ายพันธุละ (ก็) พานางมัลลิกามายังเมืองสาวัตถี. นางคลอดบุตรเป็นคู่ ๆ ถึง ๑๖ ครั้ง. แม้บุตรของนางทั้งหมดได้เป็นผู้แกล้วกล้า ถึงพร้อมด้วยกำลัง, ถึงความสำเร็จศิลปะทั้งหมด. คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุรุษพันคนเป็นบริวาร. พระลานหลวงเต็มพรึบด้วยบุตรเหล่านั้นแล ซึ่งไปราชนิเวศน์กับบิดา.

[พันธุละเสนาบดีถูกฆ่าพร้อมทั้งบุตร]

 อยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์ แพ้ความด้วยคดีโกงในการวินิจฉัย เห็นพันธุละกำลังเดินมา ร่ำร้องกันใหญ่ แจ้งการกระทำคดีโกงของพวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัย แก่พันธุลานั้น. พันธุลาไปสู่โรงวินิจฉัย พิจารณาคดีนั้นแล้ว ได้ทำผู้เป็นเจ้าของนั่นแล ให้เป็นเจ้าของ. มหาชน ให้สาธุการเป็นไปด้วยเสียงอันดัง. พระราชาทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถามว่า นี่อะไรกัน ? เมื่อทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงโสมนัส ให้ถอดพวกอำมาตย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงมอบการวินิจฉัยแก่พันธุละเท่านั้น. ตั้งแต่นั้นมาพันธุละ(ก็) วินิจฉัยโดยถูกต้อง. จำเดิมตั้งแต่วันนั้นมา พวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยรุ่นเก่า ไม่ได้จ้าง มีรายได้น้อย ยุยงในราชตระกูลว่าพันธุละปรารถนาเป็นพระราชา. พระราชาทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น มิได้อาจจะทรงข่มพระหฤทัยได้, ทรงดำริอีกว่า เมื่อพันธุละถูกฆ่าตายในที่นี้นั่นแล, ความครหาก็จักเกิดแก่เรา ทรงรับสั่งให้บุรุษที่แต่งไว้ โจมตีปัจจันตนครแล้วรับสั่งให้หาพันธุละมา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่าทราบว่า จังหวัดปลายแดน โจรกำเริบขึ้น, ท่านพร้อมทั้งบุตรของท่านจงไปจับโจรมา,แล้วทรงส่งนายทหารผู้ใหญ่ซึ่งสามารถเหล่าอื่นไปกับพันธุละเสนาบดีนั้น ด้วยพระดำรัสว่า พวกท่านจงตัดศีรษะพันธุละเสนาบดีพร้อมทั้งบุตร ๓๒ คน ในที่นั้นแล้วนำมา. เมื่อพันธุละนั้นพอถึงจังหวัดปลายแดน, พวกโจรที่พระราชาทรงแต่งไว้ กล่าวกันว่า ทราบว่า ท่านเสนาบดีมาแล้วพากัน หลบหนีไป. พันธุลเสนาบดีนั้น ยังประเทศนั้นให้สงบราบเรียบแล้ว (ก็)กลับมา. ลำดับนั้น ทหารเหล่านั้นก็ตัดศีรษะพันธุเสนาบดีพร้อมกับบุตรทั้งหมด ในที่ใกล้พระนคร.

[นางมัลลิกาเทวีไม่มีความเสียใจ]

 วันนั้น นางมัลลิกาเทวี นิมนต์พระอัครสาวกทั้ง ๒ พร้อมทั้งภิกษุ ๕๐๐ รูป. ครั้นในเวลาเช้า พวกคนได้นำหนังสือมาให้นาง เนื้อความว่าโจรตัดศีรษะสามีพร้อมทั้งบุตรของท่าน. นางรู้เรื่องนั้นแล้ว ไม่บอกใคร ๆ พับหนังสือใส่ไว้ในพกผ้า อังคาสภิกษุสงฆ์เรื่อยไป. ขณะนั้น สาวใช้ของนางถวายภัตแก่ภิกษุแล้ว นำถาดเนยใสมา ทำถาดแตกตรงหน้าพระเถระ. พระธรรมเสนาบดีกล่าวว่าสิ่งของมีอันแตกเป็นธรรมดา ก็แตกไปแล้ว, ใคร ๆ ไม่ควรคิด. นางมัลลิกานั้น นำเอาหนังสือออกจากพกผ้า เรียนท่านว่า เขานำหนังสือนี้มาให้แก่ดิฉัน เนื้อความว่า พวกโจรตัดศีรษะบิดาพร้อมด้วยบุตร ๓๒ คน, ดิฉันแม้สดับเรื่องนี้แล้ว ก็ยังไม่คิด, เมื่อ (เพียง) ถาดเนยใสแตก ดิฉันจักคิดอย่างไรเล่า ? เจ้าข้า. พระธรรมเสนาบดีกล่าวคำเป็นต้นว่า :- ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ ไม่มีนิมิต ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ ทั้งฝืดเคือง ทั้งน้อย, และชีวิตนั้น ซ้ำประกอบด้วยทุกข์. แสดงธรรมเสร็จแล้ว ลุกจากอาสนะ ได้ไปวิหารแล้ว. ฝ่ายนางมัลลิกาให้เรียกบุตรสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมาแล้ว สั่งสอนว่าสามีของพวกเธอไม่มีความผิด ได้รับผลกรรมในชาติก่อนของตน, เธอทั้งหลายอย่าเศร้าโศก อย่าปริเทวนาการ, อย่าทำการผูกใจแค้นเบื้องบนพระราชา. จารบุรุษของพระราชา ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว กราบทูลความที่ชนเหล่านั้นไม่มีโทษแด่พระราชา. พระราชาทรงถึงความสลดพระหฤทัยเสด็จไปนิเวศน์ของนางมัลลิกานั้น ให้นางมัลลิกาและหญิงสะใภ้ของนางอดโทษแล้วได้พระราชทานพรแก่นางมัลลิกา.

นางกราบทูลว่าพรจงเป็นพรอันหม่อมฉันรับไว้เถิด เมื่อพระราชานั้นเสด็จไปแล้ว, ถวายภัตเพื่อผู้ตาย อาบน้ำแล้ว เข้าเฝ้าพระราชา ทูลว่าขอเดชะ พระองค์พระราชทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว, อนึ่ง หม่อมฉันไม่มีความต้องการด้วยของอื่น, ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้ลูกสะใภ้ ๓๒ คนของหม่อมฉัน และตัวหม่อมฉัน กลับไปเรือนแห่งตระกูลเถิด. พระราชาทรงรับแล้ว. นางมัลลิกาส่งหญิงสะใภ้ ๓๒ คนไปสู่ตระกูลของตน ๆ ด้วยตนเอง. (และฝ่าย) นางได้ไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตนในกุสินารานคร. ฝ่ายพระราชา ได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่ทีฆการายนะผู้ซึ่งเป็นหลานพันธุละเสนาบดี. ก็ทีฆการายนะนั้น เที่ยวแสวงหาโทษของพระราชาด้วยคิดอยู่ว่า ลุงของเรา ถูกพระราชาองค์นี้ ให้ตายแล้ว. ข่าวว่า จำเดิม แต่การที่พันธุละผู้ไม่มีความผิดถูกฆ่าแล้ว พระราชทรงมีวิปปฏิสารไม่ได้รับความสบายพระหฤทัย ไม่ได้เสวยความสุขในราชสมบัติเลย.

[พระราชาสวรรคต]

 ครั้งนั้น  พระศาสดาทรงอาศัยนิคมชื่อเมทฬุปะของพวกเจ้าศากยะประทับอยู่. พระราชาเสด็จไปที่นั้นแล้ว ทรงให้ตั้งค่ายในที่ไม่ไกลจากพระอารามแล้ว เสด็จไปวิหาร ด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยทรงดำริว่า จักถวายบังคมพระศาสดา พระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ แก่ทีฑการายนะแล้ว พระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี. พึงทราบเรื่องทั้งหมดโดยทำนองแห่งธรรมเจติยสูตร. เมื่อพระองค์เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎีแล้ว ทีฆการายนะจึงถือเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์เหล่านั้น ทำวิฑูฑภะให้เป็นพระราชา เหลือม้าไว้ตัวหนึ่งและหญิงผู้เป็นพนักงานอุปัฏฐากคนหนึ่งแล้วได้กลับไปเมืองสาวัตถี. พระราชาตรัสปิยกถากับพระศาสดาแล้ว เสด็จออก ไม่ทรงเห็นเสนา จึงตรัสถามหญิงนั้น ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงดำริว่าเราจักพาหลานไปจับวิฑูฑภะ ดังนี้แล้ว เสด็จไปกุรงราชคฤห์เสด็จถึงพระนคร เมื่อประตู (พระนคร) อันเขาปิดแล้วในเวลาวิกาลบรรทมแล้วในศาลาแห่งหนึ่ง ทรงเหน็ดเหนื่อยเพราะลมและแดดได้สวรรคตในที่นั้นนั่นเอง ในเวลากลางคืน. เมื่อราตรีสว่างแล้ว, ประชาชนได้ยินเสียงหญิงคนนั้นคร่ำครวญอยู่ว่า ข้าแต่สมมติเทพผู้จอมแห่งชาวโกศล พระองค์ไม่มีที่พึ่งแล้ว จึงกราบทูลแด่พระราชา. ท้าวเธอ ทรงรับสั่งให้ทำเสรีรกิจของพระเจ้าลุง ด้วยสักการะใหญ่.

[พระเจ้าวิฑูฑภะเสด็จไปพบพระศาสดา]

แม้พระเจ้าวิฑูฑภะ ได้ราชสมบัติแล้ว ทรงระลึกถึงเวรนั้นทรงดำริว่า เราจักยังเจ้าศากยะแม้ทั้งหมดให้ตาย ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออกไปด้วยเสนาใหญ่. ในวันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นความพินาศแห่งหมู่ญาติแล้ว ทรงดำริว่า เราควรกระทำญาติสังคหะ ในเวลาเช้า เสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงสำเร็จสีหไสยาในพระคันธกุฎี ในเวลาเย็นเสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่งที่โคนไม้ มีเงาปรุโปร่ง ใกล้เมืองกบิลพัสดุ์. แต่นั้นไป มีต้นไทรเงาสนิทต้นใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในรัชสีมาของพระเจ้าวิฑูฑภะ. พระเจ้าวิฑูฑภะทอดพระเนตรเห็นพระศาสดา จึงเสด็จเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเพราะเหตุไร พระองค์จึงประทับนั่งแล้วที่โคนไม้เงาปรุโปร่งนี้ ในเวลาร้อนเห็นปานนี้, ขอพระองค์โปรดประทับนั่งที่โคนไทร มีเงาอันสนิทนั่นเถิด พระเจ้าข้า เมื่อพระศาสดาตรัสตอบว่า ช่างเถิดมหาบพิตร, ชื่อว่าเงาของหมู่พระญาติเป็นของเย็น, จึงทรงดำริว่า พระศาสดาจักเสด็จมาเพื่อทรงประสงค์รักษาหมู่พระญาติ จึงถวาย บังคมพระศาสดา เสด็จกลับไปสู่เมืองสาวัตถีนั่นแล. แม้พระศาสดาก็ทรงเหาะไปสู่เชตวันเหมือนกัน พระราชาทรงระลึกถึงโทษแห่งพวกเจ้าศากยะ เสด็จออกไปแม้ครั้งที่ ๒ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาในที่นั่นแล ก็เสด็จกลับอีก. เสด็จออกไปแม้ครั้งที่ ๓ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาในที่นั่นแล ก็เสด็จกลับ. แต่เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะนั้นเสด็จออกไปในครั้งที่ ๔, พระศาสดาทรงพิจารณาเห็นบุรพกรรมของเจ้าศากยะทั้งหลาย ทรงทราบความที่กรรมอันลามกคือการโปรยยาพิษในแม่น้ำของเจ้าศากยะเหล่านั้น เป็นกรรมอันใคร ๆ ห้ามไม่ได้จึงมิได้เสด็จไปในครั้งที่ ๔. พระเจ้าวิฑูฑภะเสด็จออกไปแล้วด้วยพลใหญ่ ด้วยทรงดำริว่า เราจักฆ่าพวกเจ้าศากยะ.

[พระจ้าวิฑูฑภะฆ่าพวกศากยะ]

 ก็พระญาติทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธะ ชื่อว่าไม่ฆ่าสัตว์แม้จะตายอยู่ ก็ไม่ปลงชีวิตของเหล่าสัตว์อื่น. เจ้าศากยะเหล่านั้นคิดว่า พวกเราฝึกหัดมือแล้ว มีเครื่องผูกสอดอันทำแล้ว หัดปรือมาก, แต่พวกเราไม่อาจปลงสัตว์อื่นจากชีวิตได้เลย, พวกเราจักแสดงกรรมของตนแล้วให้หนีไป. เจ้าศากยะเหล่านั้น ทรงมีเครื่องผูกสอดอันทำแล้ว จึงเสด็จออกเริ่มการยุทธ. ถูกศรที่เจ้าศากยะเหล่านั้นยิงไปไปตามระหว่างๆ พวกบุรุษของพระเจ้าวิฑูฑภะ, ออกไปโดยช่องโล่ห์และช่องหูเป็นต้น. พระเจ้าวิฑูฑภะทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสว่า พนาย พวกเจ้าศากยะย่อมตรัสว่า พวกเราเป็นผู้ไม่ฆ่าสัตว์ มิใช่หรือ ? ก็เมื่อเช่นนี้ ไฉนพวกเจ้าศากยะจึงยิงบุรุษของเราให้ฉิบหายเล่า. ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งกราบ ทูลพระเจ้าวิฑูฑภะนั้นว่า ข้าแต่เจ้า พระองค์ตรวจสอบดูแล้วหรือ ? พระเจ้าวิฑูฑภะ. พวกเจ้าศากยะ ยังบุรุษของเราให้ฉิบหาย.

บุรุษ. บุรุษไร ๆ ของพระองค์ ชื่อว่าตายแล้ว ย่อมไม่มี, ขอเชิญพระองค์จงรับสั่งให้นับบุรุษเหล่านั้นเถิด. พระเจ้าวิฑูฑภะเมื่อรับสั่งให้นับดูไม่ทรงเห็นหมดไป แม้คนหนึ่ง. ท้าวเธอเสด็จกลับจากที่นั้นแล้วตรัสว่า พนาย คนเหล่าใด ๆ บอกว่าพวกเราเป็นเจ้าศากยะ ท่านทั้งหลาย จงฆ่าคนเหล่านั้นทั้งหมด, แต่จงให้ชีวิต แก่คนที่ยืนอยู่ในสำนักงานเจ้าศากยะมหานาม ผู้เป็นพระเจ้าตาของเรา. เจ้าศากยะทั้งหลายไม่เห็นเครื่องคือที่ตนพึงถือเอา บางพวกคาบหญ้า บางพวกถือไม้อ้อ ยืนอยู่, ถูกเขาถามว่า ท่านเป็นเจ้าศากยะหรือไม่ใช่ ? เพราะเหตุที่เจ้าศากยะเหล่านั้น แม้จะตายก็ไม่พูดคำเท็จ, พวกที่ยืนคาบหญ้าอยู่แล้ว จึงกล่าวว่า ไม่ใช่เจ้าศากยะ, หญ้า. พวกที่ยืนถือไม้อ้อก็กล่าวว่า ไม่ใช่เจ้าศากยะ, ไม่อ้อ. เจ้าศากยะเหล่านั้นและเจ้าศากยะที่ยืนอยู่ในสำนักของท้าวมหานาม ได้ชีวิตแล้ว. บรรดาเจ้าศากยะเหล่านั้น เจ้าศากยะที่ยืนคาบหญ้า ชื่อว่าเจ้าศากยะหญ้า, พวกที่ยืนถือไม้อ้อ ชื่อว่า เจ้าศากยะไม้อ้อ. พระเจ้าวิฑูฑภะรับสั่งให้ฆ่าเจ้าศากยะอันเหลือทั้งหลาย ไม่เว้นทารกแม้ยังดื่มนม ยังแม่น้ำคือโลหิต ให้ไหลไปแล้ว รับสั่งให้ล้าง แผ่นกระดาน ด้วยโลหิตในลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั้น. ศากยวงศ์ อันพระเจ้าวิฑูฑภะเข้าไปตัดแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้. พระเจ้าวิฑูฑภะนั้น รับสั่งให้จับเจ้าศากยะมหานาม เสด็จกลับแล้ว ในเวลาเสวยกระยาหารเช้า ทรงดำริว่า เราจักเสวยอาหารเช้า ดังนี้แล้ว ทรงแวะในที่แห่งหนึ่ง, เมื่อโภชนะอันบุคคลนำเข้าไปแล้ว, รับสั่งให้เรียกพระเจ้าตามา ด้วยพระดำรัสว่า เราจักเสวยร่วมกัน.

[มานะกษัตริย์]

 แต่กษัตริย์ทั้งหลาย ถึงจะสละชีวิต ก็ไม่ยอมเสวยร่อมกับบุตรนางทาสี, เพราะฉะนั้น ท้าวมหานามทอดพระเนตรเห็นสระ ๆ หนึ่งจึงตรัสว่า เรามีร่างกายอันสกปรก, พ่อ เราจักอาบน้ำ. พระเจ้าวิฑูฑภะตรัสว่า ดีละ พระเจ้าตา เชิญพระเจ้าตาอาบเถิด. ท้าวมหานามทรงดำริว่า พระเจ้าวิฑูฑภะนี้ จักฆ่าเราผู้ไม่บริโภคร่วม, การตายเองของเราเท่านั้น ประเสริฐกว่า ดังนี้แล้ว จึงทรงสยายผม สอดหัวแม่เท้าเข้าไปในผมขอดให้เป็นปมที่ปลาย ดำลงไปในน้ำ. ด้วยเดชแห่งคุณของท้าวมหานามนั้น นาคภพ ก็แสดงอาการร้อน. พระยานาค ใคร่ครวญว่า เรื่องอะไรกันหนอ ? เห็นแล้วจึงมาสู่สำนักของท้าวมหานามนั้น ให้ท้าวมหานามประทับบนพังพานแล้วเชิญเสด็จเข้าไปสู่นาคภพ. ท้าวมหานามนั้น อยู่ในนาคภพนั้น นั่นแล สิ้น ๑๒ ปี. ฝ่ายพระเจ้าวิฑูฑภะ ประทับนั่งคอยอยู่ ด้วยทรงดำริว่า พระเจ้าตาของเราจักมาในบัดนี้, เมื่อท้าวมหานามนั้นชักช้าอยู่, จึงรับสั่งให้ค้นในสระ ตรวจดูแม้ระหว่างบุรุษด้วยแสงประทีป ไม่เห็นแล้วก็เสด็จหลีกไป ด้วยทรงดำริว่า พระเจ้าตาจักเสด็จไปแล้ว.

[พระเจ้าวิฑูฑภะถูกน้ำท่วมสวรรคต]

 พระเจ้าวิฑูฑภะนั้น เสด็จถึงแม่น้ำอจีรวดีในเวลาราตรี รับสั่งให้ตั้งค่ายแล้ว. คนบางพวก นอนแล้วที่หาดทรายภายในแม่น้ำ, บางพวก นอนบนบกในภายนอก. แม้บรรดาพวกที่นอนแล้วในภายในพวกที่มีบาปกรรมอันไม่ได้กระทำแล้วในก่อน มีอยู่, แม้บรรดาพวกที่นอนแล้วในภายนอก ผู้ที่มีบาปกรรมอันได้กระทำแล้วในก่อน มีอยู่, มดแดงทั้งหลายตั้งขึ้นแล้ว ในที่ซึ่งคนเหล่านั้นนอนแล้ว. ชนเหล่านั้น กล่าวกันว่า มดแดงตั้งขึ้นแล้วในที่เรานอนแล้ว, มดแดงตั้งขึ้นแล้ว ในที่เรานอนแล้ว จึงลุกขึ้น, พวกที่มีบาปกรรมอันไม่ได้กระทำแล้ว ลุกขึ้นไปนอนบนบก, พวกมีบาปกรรมอันกระทำแล้ว ลงไปนอนเหนือหาดทราย. ขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้น ยังฝนลูกเห็บให้ตกแล้ว. ห้วงน้ำหลากมา ยังพระเจ้าวิฑูฑภะพร้อมด้วยบริษัท ให้ถึงสมุทรนั่นแล. ชนทั้งหมด ได้เป็นเหยื่อแห่งปลาและเต่าในสมุทรนั้นแล้ว. มหาชนยังกถาให้ตั้งขึ้นว่า ความตายของเจ้าศากยะทั้งหลายไม่สมควรเลย, ความตายนี่ คือพวกเจ้าศากยะ อันพระเจ้าวิฑูฑภะทุบแล้ว ๆ ชื่ออย่างนี้ ให้ตาย จึงสมควร.

[พวกเจ้าศากยะตายสมควรแก่บุรพกรรม]

พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายความตายอย่างนี้ ไม่สมควรแก่เจ้าศากยะทั้งหลายในอัตภาพนี้ก็จริงถึงอย่างนั้น ความตายที่พวกเจ้าศากยะนั่นได้แล้ว ก็ควรโดยแท้ ด้วยสามารถแห่งกรรมลามกที่เขาทำไว้ในปางก่อน.

ภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เจ้าศากยะทั้งหลายนั่น ได้กระทำกรรมอะไรไว้ในปางก่อน ?

พระศาสดา. ในปางก่อน พวกเจ้าศากยะนั่น รวมเป็นพวกเดียวกัน โปรยยาพิษในแม่น้ำ. ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายยังกถาให้ตั้งขึ้นในโรงธรรมว่า พระเจ้าวิฑูฑภะ ยังเจ้าศากยะทั้งหลายประมาณเท่านี้ให้ตายแล้ว เสด็จมาอยู่, เมื่อมโนรถของตนยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล, พาชนมีประมาณเท่านั้น (ไป)เกิดเป็นภักษาแห่งปลาและเต่าในสมุทรแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ด้วยกถาชื่อนี้ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมโนรถของสัตว์เหล่านี้ ยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล. มัจจุราชตัดชีวิตินทรีย์แล้ว ให้จมลงในสมุทรคืออบาย ๔ ประดุจห้วงน้ำใหญ่ ท่วมทับชาวบ้านอันหลับฉะนั้น ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:- มัจจุ ย่อมพานระผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ผู้เลือกเก็บดอกไม้อยู่เทียวไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่ พัดชาวบ้านอันหลับแล้วไป ฉะนั้น.

[แก้อรรถ]

 บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า พฺยาสตฺตมาส นร ความว่า ผู้มีใจข้องแล้ว ในอารมณ์อันถึงพร้อมแล้ว หรืออันยังไม่ถึงพร้อมแล้ว. พระผู้มีพระภาคตรัสอธิบายนี้ไว้ว่า:- นายมาลาการเข้าไปสู่สวนดอกไม้ คิดว่า จักเก็บดอกไม้ทั้งหลายแล้วไม่เก็บเอาดอกไม้จากในสวนนั้น ปรารถนากออื่น ๆ ชื่อว่าส่งใจไปในสวนดอกไม้ทั้งสิ้น หรือคิดว่า เราจักเก็บดอกไม้จากกอนี้แล้วไม่เก็บเอาดอกไม้จากกอนั้น ย่อมส่งใจไปในที่อื่น เลือกอยู่ซึ่งกอไม้นั้นนั่นเอง ชื่อว่าย่อมถึงความประมาทฉันใด, นระบางคน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน หยั่งลงสู่ท่ามกลางกามคุณ ๕ เช่นกันกับสวนดอกไม้ ได้รูปอันชอบใจแล้ว ปรารถนา กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่ชอบใจอย่างใดอย่างหนึ่ง, หรือได้บรรดาอารมณ์มีเสียงเป็นต้นเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ยังปรารถนาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (ต่อไป)หรือได้รูปนั้นแหละแล้วยังปรารถนาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ชื่อว่าย่อมยินดีอารมณ์นั้นนั่นแล, หรือได้บรรดาอารมณ์มีเสียงเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วปรารถนาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (ชื่อว่าย่อมยินดีอารมณ์อันตนได้แล้วนั้น). ในสวิญญาณกทรัพย์และอวิญ- ญาณกทรัพย์ มีโค กระบือ ทาสี ทาส นา สวน บ้าน นิคมและชนบทเป็นต้น ก็นัยนั้นนั่นแล, ในบริเวณวิหารและปัจจัยมีบาตรและจีวร เป็นต้น แม้ของบรรพชิต ก็นัยนั้นเหมือนกัน, (มัจจุย่อมพา) นระผู้มีใจข้องในกามคุณอันถึงพร้อมแล้ว หรืออันยังไม่ถึงพร้อมแล้วซึ่งกำลังเลือกเก็บดอกไม้ กล่าวคือกามคุณ ๕ อยู่อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ (ไป).

สองบทว่า สุตฺต คาม ความว่า ชื่อว่าการหลับด้วยสามารถแห่งการหลับแห่งทัพพสัมภาระทั้งหลายมีฝาเรือนเป็นต้นแห่งบ้าน ย่อมไม่มี, แต่บ้านชื่อว่าเป็นอันหลับแล้ว ก็เพราะเปรียบเทียบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ประมาทแล้วเพียงดังว่าหลักแล้ว, มัจจุพา (นระ) ไป ดุจห้วงน้ำใหญ่อันกว้างและลึก ๒-๓ โยชน์ (พัดพา) ชาวบ้านที่หลับแล้วอย่างนั้นไปอยู่ฉะนั้น, คือว่า ห้วงน้ำใหญ่นั้น ยังชาวบ้านนั้นทั้งหมด ไม่ให้สัตว์ไร ๆ ในบรรดาสตรี บุรุษ โค กระบือ และไก่เป็นต้น เหลือไว้ ให้ถึงสมุทรแล้ว ทำให้เป็นภักษาของปลาและเต่าฉันใด, มัจจุคือความตายพานระผู้มีใจข้องแล้วในอารมณ์ต่างๆ คือตัดอินทรีย์คือชีวิตของนระนั้นให้จมลงในสมุทรคืออบายทั้ง ๔ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้นแล้ว, เทศนามีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.

เรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ จบ.